6 จุดเด่นของ Ford Ranger Raptor ที่หาไม่ได้จากกระบะรุ่นไหนๆ

Ekachai Suksomkij
559
0

เมื่อพูดถึงตลาดรถกระบะ หลายคนมักนึกถึงรถที่ถูกนำไปใช้งานเพื่อการพาณิชย์เป็นหลัก แต่แบรนด์อเมริกันอย่าง Ford ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีช่องว่างในตลาดกระบะเพื่อการใช้งานเชิงไลฟ์สไตล์ และกลายเป็นผู้บุกเบิกเซ็กเมนต์ใหม่นี้ได้เป็นผลสำเร็จ จนทำให้แบรนด์เจ้าตลาดต้องขยับตัวกันจ้าละหวั่น นั้นคือ Ranger Raptor

Ford Ranger Wildtrak เป็นหนึ่งในกระบะเพียงไม่กี่รุ่นที่ผู้ซื้อมักใช้ “อารมณ์” มากกว่า “เหตุผล” แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเป็นเจ้าของรถแบรนด์ฟอร์ดมาก่อนก็ตามที แต่ยังมีลูกค้าบางกลุ่มถวิลหา “ความพิเศษ” มากขึ้นไปอีก ฟอร์ดจึงกลับไปซุ่มทำการบ้านอย่างหนัก จนได้มาเป็น Raptor ใหม่ ซึ่งเป็นกระบะที่เน้นเพื่อการออฟโรดในฉบับที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน และแม้แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีคู่แข่งรายไหนกล้าลงมาเล่นกับตลาดกลุ่มนี้เลยแม้แต่รายเดียว

บทความนี้เราจึงขอแนะนำ 6 ไฮไลท์เด่นของ Ford Ranger Raptor ที่ทำให้กระบะรุ่นนี้มีความพิเศษอย่างที่ไม่มีใครเหมือนกันครับ

Ford Ranger Raptor ไม่ได้เน้นแค่การขับขี่แบบออฟโรด

แม้ว่า Ranger Raptor จะถูกพัฒนาเพื่อเน้นการขับขี่แบบออฟโรดเป็นพิเศษ แต่การขับขี่ออนโรดก็ทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยยางขนาดใหญ่ถึง 33 นิ้ว และระยะห่างระหว่างล้อที่กว้างกว่ากระบะรุ่นไหนๆ จึงทำให้มันเป็นกระบะที่มีช่วงล่างยึดเกาะถนนที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยสัมผัสมา

Ekachai Suksomkij

Editor in Chief

 

1.เครื่องยนต์ดีเซล Bi-turbo 2.0 ลิตร

Raptor ถูกติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล Bi-turbo แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ซึ่งใช้เทอร์โบแรงดันต่ำทำงานคู่กับเทอร์โบแรงดันสูง เพื่อรีดพละกำลังได้ในรอบเครื่องยนต์ที่กว้างกว่าเทอร์โบเดี่ยว และลูกสูบที่ใช้วัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา สามารถรีดกำลังสูงสุดได้ 213 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shifter ทำจากวัสดุแมกนีเซียมที่ให้สัมผัสดีกว่าพลาสติกทั่วไปเป็นไหนๆ

ถึงกระนั้น ก็อย่าเพิ่งคาดหวังว่าจะให้อัตราเร่งจี๊ดจ๊าดปานรถสปอร์ตแท้ๆ ขนาดนั้นหรอกนะ เพราะล้อไซส์ยักษ์และน้ำหนักตัวกว่า 2 ตันครึ่ง ส่งผลให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ราว 11 วินาทีเท่านั้น

 

2.ช่วงล่าง Fox Racing

ระบบกันสะเทือนของ Raptor ถูกพัฒนาเพื่อเน้นการขับขี่แบบ “ออฟโรดความเร็วสูง” จึงถูกบรรจงเซ็ตช่วงล่างมาเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพด้านหน้า Fox Racing Shox ขนาด 2.5 นิ้ว ที่มีระบบ Internal bypass ซึ่งระบบที่ว่านี้ถูกใช้ในการแข่งขันออฟโรดระดับโลกมาแล้วทั้งนั้น รวมถึงปีกนกที่ทำจากวัสดุอะลูเมียมที่ให้ความแข็งแรงเป็นพิเศษ ขณะที่ด้านหลังเป็นระบบคอยล์โอเวอร์พร้อมโช้ค Fox Racing Shox แบบมีซับแทงค์และ Internal bypass เช่นเดียวกัน

ผลลัพธ์ที่ได้จากช่วงล่างชุดนี้ ก็คือ ระยะยืดยุบที่มากกว่าปกติถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และให้ความแข็งแรงมากเป็นพิเศษ บวกกับยาง All-terrain ขนาด 33 นิ้ว ที่มีดอกยางหนาเป็นพิเศษจากโรงงาน มันจึงเป็นรถที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันบนท้องถนนได้ตามปกติ แต่ก็พร้อมที่จะลงแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายโดยที่คุณแทบไม่ต้องนำไปปรับแต่งใดๆ เลย

 

3.โหมด BAJA

ชื่อเรียกโหมด BAJA นี้ไม่ได้มาเล่นๆ เนื่องจากมันได้แรงบันดาลใจมาจากการแข่งขัน BAJA 1000 ซึ่งเป็นหนึ่งในการรายการแข่งขันออฟโรดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ซึ่งฟอร์ดเองก็ได้ส่ง F-150 Raptor เข้าร่วมการแข่งขันนี้ด้วยเช่นกัน

โหมด BAJA เป็น 1 ใน 6 โหมดของระบบ Terrain Management System ซึ่งทันทีที่เปิดโหมดดังกล่าว กล่องอีซียูจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมต่อการขับขี่ “ออฟโรดความเร็วสูง” เช่นเดียวกับการแข่งขันแรลลี่กลางทะเลทราย ซึ่งจะจัดการทำงานของระบบ Traction control เพื่อให้ถ่ายทอดพละกำลังลงสู่พื้นได้อย่างต่อเนื่อง จากนั้นระบบเกียร์จะถูกปรับให้ค้างรอบเครื่องยนต์ไว้นานขึ้น และสามารถดาวน์ชิฟท์ได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการพละกำลังอย่างฉับพลัน

 

4.ถูกพัฒนาโดย Ford Performance

Ford Performance เป็นแผนกสำหรับพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงของฟอร์ดโดยเฉพาะ ซึ่งพวกเขามีประสบการณ์พัฒนารถยนต์มานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Focus RS, F-150 Raptor, Shelby GT350/GT500 หรือแม้กระทั่งซูเปอร์คาร์หนึ่งเดียวของค่ายอย่าง Ford GT มันจึงเทียบเคียงได้กับแผนก M Power ของ BMW และ Mercedes-AMG สำหรับ Mercedes-Benz เลยทีเดียว

 

5.ห้องโดยสารภายใน

ภายในห้องโดยสารของ ถูกเสริมความพิเศษต่างไปจากรุ่น Wildtrak และรุ่นอื่นๆ ของตระกูล Ranger อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหุ้ม Alcantara ที่ออกแบบให้กระชับร่างกายเป็นพิเศษ, พวงมาลัยพร้อม Centre mark สีแดงที่ช่วยให้คุณหมุนได้โดยไม่หลงทิศ, มาตรวัดที่ออกแบบมาสำหรับ Raptor โดยเฉพาะ และแป้นเปลี่ยนเกียร์ Paddle Shifter ทำจากวัสดุแมกนีเซียมที่ให้สัมผัสดีกว่าพลาสติกเป็นไหนๆ

อุปกรณ์มาตรฐานของ Raptor ก็มีให้อย่างครบๆ อย่างที่ควรจะมี (แม้ว่าจะขัดกับภาพลักษณ์ที่พวกเขาพยายามทำให้ดูดิบๆ ไปเสียหน่อยก็เถอะ) เช่น เบาะนั่งปรับไฟฟ้าคู่หน้า, ระบบอินโฟเทนเมนท์ SYNC 3 รองรับการใช้งานภาษาไทย พร้อมกล้องมองหลัง, ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB), ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keeping Assist)

6.สมรรถนะการขับขี่ออนโรด

แม้ว่าการขับขี่แบบออฟโรดจะถูกพัฒนาเพื่อเน้นเป็นพิเศษ แต่การขับขี่ออนโรดก็ทำได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยยางขนาดใหญ่ถึง 33 นิ้ว และระยะห่างระหว่างล้อที่กว้างเป็นพิเศษ จึงทำให้มันเป็นกระบะที่มีช่วงล่างยึดเกาะถนนที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยสัมผัสมา แต่ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่สูงกว่าปกติ ก็อย่าคาดหวังว่ามันจะให้ความรู้สึกเหมือนกับรถสปอร์ตแท้ๆ มากนัก เพราะมันยังมีอาการโคลงให้เห็นอยู่บ้างเล็กน้อยเหมือนกัน

ถึงกระนั้น ระบบเบรกแบบดิสก์ทั้ง 4 ล้อ ก็ช่วยลดความเร็วลงได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารแบบแอคทีฟ ก็ช่วยให้เสียงรบกวนอยู่ในระดับต่ำอย่างน่าพอใจ

แม้ว่า Ford Ranger Raptor จะถูกทำตลาดมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีคู่แข่งตรงมาชิงส่วนแบ่งทางการตลาดแต่อย่างใด ด้วยราคาจำหน่าย 1,699,000 บาท แลกกับความโดดเด่นที่ยากจะหาใครเปรียบ แถมยังได้ครอบครองผลิตผลจากแผนก Ford Performance แท้ๆ อีกด้วย