นี่คือ 6 สิ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Mazda RX-7 โฉม FD ในตำนาน

3856
0

Mazda RX-7 โฉม FD กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจะต้องถูกแต่งมาบ้างไม่มากก็น้อย เราจะแปลกใจมากหากคุณยังสามารถหารถสภาพเดิมๆ วิ่งอยู่บนท้องถนนโดยปราศจากสเกิร์ตที่ดูเทอะทะได้

Mazda RX-7 ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1978 แต่เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่เรียกว่า FD ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1991 กลับได้รับความนิยมมากที่สุด และยังคงดูสวยลงตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่ยังดูสดใหม่ และเส้นสายที่ดูเรียบร้อยสะอาดตา

คุณอาจรู้จักรถคันนี้มาจากภาพยนตร์ Fast and the Furious หรือเกมรถแข่ง Gran Turismo มาก่อนอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองทำความรู้จักรถคันนี้มากขึ้นอีกนิดล่ะ?

 

เทอร์โบทำงานแบบไล่ระดับ

RX-7 เป็นรถรุ่นแรกของโลกที่ติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบไล่ระดับ ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รถคันนี้มีเทอร์โบจำนวน 2 ลูกที่ทำงานแยกกันเป็นลำดับขั้น ไม่ใช่แค่เพียงอัดอากาศจำนวนมากเข้าไปยังกระบอกสูบเพียงอย่างเดียว

เทอร์โบลูกแรกจะเริ่มทำงานตั้งแต่ 1,800 รอบต่อนาที ก่อนเทอร์โบตัวที่สองจะเข้ามาแทนที่ที่รอบเครื่องยนต์ 4,000 รอบต่อนาทีขึ้นไป ซึ่งการส่งต่อกำลังทำได้อย่างนุ่มนวลจนแทบไม่ต่างอะไรกับเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จในปัจจุบัน

ฟังดูฉลาดและพิถีพิถันมากเลยใช่ไหมล่ะ? แต่ปัจจุบันมีสำนักแต่งหลายเจ้าที่เลือกจะถอดเทอร์โบคู่ดังกล่าวออกไป แล้วแทนที่ด้วยสิ่งที่แย่กว่า ช่างน่าเสียดายจริงๆ

 

อันที่จริงมันเป็นรถที่นุ่มทีเดียว

นอกเหนือไปจากเครื่องยนต์ที่ทำงานได้อย่างนุ่มนวลแล้ว รถคันนี้ยังมีความดีงามกว่านั้นอีก เพราะมันมีความเป็นรถจีทีอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งที่นุ่มนิ่ม แทนที่จะเป็นบักเก็ตซีตอันแสนอึดอัด และแม้ว่ามันจะมีเพียง 5 เกียร์ แต่ก็ให้ความเงียบขณะขับขี่บนมอเตอร์เวย์ได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ

แต่เมื่อใดที่คุณพารถคันนี้ไปสาดโค้งตามถนนชนบทแล้วล่ะก็ จะรู้สึกทันทีว่าช่วงล่างไม่ได้คมอย่างที่คิด เมื่อคุณเริ่มเข้าโค้งก็จะรู้สึกถึงอาการโคลงอย่างชัดเจน มากกว่าที่จะตอบสนองแบบ MX-5 รุ่นปัจจุบัน

 

เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมีพละกำลังมากกว่า

RX-7 โฉม FD ถูกวางจำหน่ายในอังกฤษด้วยเครื่องยนต์ 237 แรงม้า ซึ่งหาได้จากเอสยูวีบ้านๆ ในปัจจุบันอย่าง VW Tiguan แต่ในยุค 90 มักพบได้ในรถสปอร์ตเท่านั้น เพราะแม้แต่ Porsche 968, Alpine A610 หรือ Jaguar XJS ก็ล้วนแต่มีกำลังต่ำกว่า 250 แรงม้า ขณะที่ RX-7 มีน้ำหนักตัวเพียง 1.3 ตันเท่านั้น ส่งผลให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 5.1 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้กว่า 250 กม./ชม.

ขณะที่เวอร์ชั่นญี่ปุ่นล็อตแรกๆ มีกำลังสูงสุดถึง 250 แรงม้า และรุ่นพิเศษอย่าง Type R Bathurst ที่ปรากฏในภาพด้านบนนี้ มีกำลังสูงสุดถึง 276 แรงม้าเลยทีเดียว

 

ยอดขายในอังกฤษค่อนข้างย่ำแย่

Mazda RX-7 โฉม FD มียอดจำหน่ายในช่วงระหว่างปี 1991-2002 รวมทั้งสิ้นประมาณ 70,000 คันทั่วโลก แต่ในสหราชอาณาจักรมีเพียง 0.003 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนดังกล่าว ซึ่งเทียบเท่ากับ 210 คันเท่านั้น

RX-7 ถูกยุติการวางจำหน่ายบนเกาะอังกฤษในปี 1995 เนื่องด้วยปัญหาด้านยอดขาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรถที่คุณเห็นวิ่งอยู่ในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นมือสองนำเข้ามาจากญี่ปุ่น

 

รถส่วนมากไม่ใช่เครื่องยนต์เดิมๆ จากโรงงาน

เครื่องยนต์ของ RX-7 มักถูกพูดถึงในด้านความก้าวล้ำทางวิศวกรรม แต่พวกมันกลับไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างที่ควร

มาสด้าระบุว่าเครื่องยนต์โรตารีของ RX-7 จะกินน้ำมันเครื่องประมาณ 500 มิลลิลิตร ต่อระยะทาง 1,000 ไมล์ (ประมาณ 1,610 กิโลเมตร) แต่หากกินมากกว่านั้นเป็น 2 เท่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ขณะที่เจ้าของรถจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรองทุก 3,000 ไมล์ (ประมาณ 4,800-5,000 กิโลเมตร) และต้องเติมเฉพาะน้ำมันเกรดธรรมดาเท่านั้น ไม่สามารถเติมน้ำมันเครื่องสังเคราะห์หรือกึ่งสังเคราะห์ได้ แต่ตำแหน่งของไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงถูกติดตั้งอยู่ในจุดที่ไม่เหมาะสมนัก จึงมักถูกละเลยการบำรุงไปอย่างน่าเสียดาย

ขณะที่การโอเวอร์ฮอลล์เครื่องยนต์ RX-7 มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 3,500 ปอนด์ (ประมาณ 145,000 บาท) จึงกลายเป็นทางเลือกของผู้ที่ไม่ใส่ใจการบำรุงรักษาเท่าไหร่นัก

ดังนั้น หากคุณกำลังมองหารถรุ่นนี้ ให้สังเกตสมุดบันทึกการบำรุงรักษาไว้ให้ดี

 

พละกำลัง 350 แรงม้าถือว่ากำลังสวย

เครื่องยนต์ของ RX-7 สามารถจูนให้แรงขึ้นได้ไม่ยาก แต่ทางที่ดีคุณควรทำอย่างเหมาะสม ไม่ใช่เปลี่ยนเครื่องยนต์ให้กลายเป็นระเบิดเวลาเพียงเพื่อรอวันพังเท่านั้น

แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะระบุว่าการจูนไปถึง 400 แรงม้านั้นไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายนัก แต่พละกำลังประมาณ 350 แรงม้าถือเป็นตัวเลขเหมาะสมมากกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชิ้นส่วนเครื่องยนต์ให้เสี่ยงต่อความเสียหาย

แต่คุณควรระวัง RX-7 ที่โหลดเตี้ยไว้ให้ดี เพราะการโหลดช่วงล่างให้เตี้ยลงมีผลต่อไฟหน้าแบบป๊อปอัปสุดเท่เหล่านั้น บางคันอาจใช้วิธีถอดบังโคลนซุ้มล้อออกไปทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความชื้นในห้องเครื่องและทำให้ระบบไฟฟ้าเสียหายได้ แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นรถที่ทนทานมากกว่าที่พวกเขาพูดถึงกันในโลกอินเตอร์เน็ตอยู่ดี