รีวิว Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไมเนอร์เชนจ์ เพิ่มออปชั่นแน่นเน้นความคุ้มค่า

1169
0

Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ถือเป็นการปรับบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกต่อจากกระบะ Triton ซึ่งนอกจากรูปลักษณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานเน้นความคุ้มค่ามากขึ้น จนเรียกได้ว่าเป็นจุดขายของรถรุ่นนี้

Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไมเนอร์เชนจ์ ถูกเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่

– 2.4 GT
– 2.4 GT-Premium
– 2.4 GT-Premium 4WD

ซึ่งคันที่เราได้มีโอกาสทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่นท็อปสุด คือ 2.4 GT-Premium 4WD ขับเคลื่อนสี่ล้อนั่นเอง

 

ของเล่นใหม่ใน Mitsubishi Pajero Sport Minorchange 2019

ดีไซน์ภายนอกของ Pajero Sport Minorchange มีการปรับด้านหน้าใหม่ทั้งหมด โดยยังคงยึดหลักการออกแบบ Dynamic Shield ไว้อย่างเหนียวแน่น ติดตั้งไฟหน้าแบบ Bi-LED ปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติตามน้ำหนักบรรทุก พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Spectrum LED ขณะที่ไฟเลี้ยวและไฟตัดหมอกแบบ LED ถูกติดตั้งไว้บริเวณกันชน เสริมด้วย LED Cornering Lamps เพื่อส่องสว่างขณะเลี้ยว โดยจะทำงานเมื่อเปิดไฟเลี้ยวหรือหมุนพวงมาลัยขณะที่ไฟหน้าเปิดอยู่

ดีไซน์ด้านท้ายมีการออกแบบไฟท้ายให้ดูสั้นลง พร้อมทั้งเปลี่ยนไปใช้เสาอากาศแบบครีบฉลาม ปิดท้ายด้วยล้ออัลลอยแบบทูโทน ขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่

อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างนำทางและหลังดับเครื่องยนต์ Welcome Light/Coming Home Light, ระบบฉีดน้ำล้างไฟหน้า, สปอยเลอร์ท้าย และราวหลังคา เป็นต้น

ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์มีการติดตั้งประตูท้ายแบบไฟฟ้าแล้ว มาพร้อมกับเซ็นเซอร์เปิด-ปิดด้วยเท้าเพื่อความสะดวกหากมือไม่ว่าง โดยจะต้องมีกุญแจไว้กับตัวเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ฟังก์ชั่นเปิด-ปิดด้วยเท้าได้ อีกทั้งยังเพิ่มฟีเจอร์เปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน ที่สามารถตั้งค่าเปิดประตูล่วงหน้าได้ โดยประตูจะเปิดขึ้นเองอัตโนมัติทันทีเมื่อเดินเข้ามาภายในรัศมีบลูทูธระหว่างตัวรถและโทรศัพท์

 

ภายในห้องโดยสารปรับเยอะไม่แพ้ภายนอก

ภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงต่างไปจากเดิมพอสมควร ทั้งหน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบใหม่ ที่ดูกลมกลืนไปกับแผงคอนโซลมากขึ้น, พื้นที่ช่วงขาของผู้ขับขี่มีการปรับให้มีขนาดกว้างยิ่งขึ้น พร้อมเสริมวัสดุบุนุ่ม, คอนโซลด้านล่างถูกออกแบบให้มีพื้นที่เก็บของเชื่อมถึงกันได้ และเพิ่มจุดยึดของที่วางแก้วให้กระชับแน่นหนากว่าเดิม

สวิตช์ระบบปรับอากาศถูกออกแบบใหม่ เพิ่มปุ่มปรับอุณหภูมิแบบหมุน สามารถปรับแยกซ้าย-ขวาได้ ขณะที่ปุ่มเปิด-ปิดประตูท้ายถูกติดตั้งไว้ใกล้กับสวิตช์ไฟฉุกเฉิน ช่วยผู้โดยสารด้านหน้าใช้งานได้ง่ายเช่นกัน

ประตูท้ายไฟฟ้านอกจากจะมีสวิตช์สั่งปิดประตูตามปกติแล้ว ยังมีปุ่มรูปกุญแจที่สามารถล็อกรถได้ทันทีอัตโนมัติหลังจากที่ประตูปิดสนิท จึงไม่จำเป็นต้องกดล็อกรถซ้ำอีก

นอกจากนี้ ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ยังมีการเพิ่มช่องจ่ายไฟแบบ 220 โวลต์ และช่องชาร์จไฟแบบ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาให้แล้วด้วย หากใครจะชาร์จโน๊คบุ๊คหรือจะเสียบที่ชาร์จแบบ Fast charge ก็ทำได้ตามสะดวก

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Pajero Sport Minorchange ใหม่ อยู่ที่การเปลี่ยนไปใช้มาตรวัดความเร็วแบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ซึ่งยอมรับเลยว่าออกแบบได้อย่างสวยงามกว่าที่คิดไว้แต่แรก อีกทั้งยังสามารถปรับการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ ซึ่งไฮไลท์เด็ดอยู่ที่การแสดงผลด้วยรูปวงล้อหมุน 2 วงประกบกัน ชวนให้นึกถึงดีไซน์มาตรวัดของ Peugeot 5008 อย่างนั้นเลย

แต่ไม่ว่าจะเลือกการแสดงผลรูปแบบใด ก็จะมีเลขความเร็วแบบดิจิตอลขนาดใหญ่แสดงผลอยู่เสมอ ทำให้อ่านค่าได้ง่ายและรวดเร็ว และยังสามารถปรับให้แสดงความเร็วแบบไมล์ต่อชั่วโมงไปพร้อมๆ กันได้

ด้านล่างของหน้าจอแสดงผลจะมีรูปตัวรถ Pajero Sport แปะอยู่ แสดงถึงสถานะการทำงานของระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่างๆ อีกทั้งยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจของมิตซูบิชิ เนื่องจากทุกครั้งที่กดแป้นเบรก ตัวรถที่ปรากฏบนหน้าจอก็จะมีไฟเบรกสว่างขึ้นด้วย ถือเป็นกิมมิคเล็กๆ ที่มีให้ในรถรุ่นนี้

ระบบอินโฟเทนเมนท์ของ Pajero Sport Minorchange ใหม่ เป็นหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ความละเอียดระดับ WVGA สามารถเชื่อมต่อ USB และ HDMI ได้ รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ได้เช่นกัน (แต่ Google ยังไม่เปิดให้ใช้ระบบ Android Auto ในประเทศไทยขณะนี้) อีกทั้งยังมีระบบนำทางในตัวด้วยแผนที่จาก TomTom ซึ่งอาจจะดูแปลกตาไปสักหน่อย เพราะเรามักคุ้นแผนที่จาก Garmin หรือ iGo กันมากกว่า แต่กระนั้น ระบบของ TomTom ยังสามารถแสดงตำแหน่งกล้องจับความเร็วทั่วประเทศได้อีกด้วย (แต่ต้องเป็นกล้องจับความเร็วแบบถาวรเท่านั้น)

ข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นยังสามารถส่งไปแสดงบนมาตรวัดความเร็วได้ เช่น ระบบนำทาง, ระบบโทรศัพท์ และชื่อเพลงที่กำลังฟังอยู่ในขณะนั้น

สำหรับผู้โดยสารตอนหลังก็มีหน้าจอติดเพดานขนาด 12.1 นิ้วมาให้ รองรับการเชื่อมต่อ USB และ HDMI รวมถึงสามารถต่อเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อสะท้อนหน้าจอมือถือไปแสดงบนจอภาพได้ โดยจอเพดานชุดนี้จะมาพร้อมกับรีโมทควบคุมและหูฟังอินฟราเรดไร้สายจำนวน 2 ตัวด้วย ไม่ต้องไปติดเพิ่มให้เปลืองเงินใดๆ ทั้งนั้น

 

เพิ่มแอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน แต่ผ่าน USB เท่านั้น

นอกจากนี้ Pajero Sport ไมเนอร์เชนจ์ยังเป็นรุ่นแรกของมิตซูบิชิที่มีแอปพลิเคชันสำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน โดยแอพฯ ดังกล่าวมีชื่อว่า M-Connect ซึ่งจะเชื่อมต่อผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto ผ่านสายยูเอสบี โดยจะสามารถแสดงข้อมูลสถานะตัวรถ, แสดงข้อความเตือน,โทรขอบริการช่วยเหลือฉุกเฉินและบริการช่วยเหลือบนท้องถนนได้ แต่ทั้งนี้ แอปพลิเคชันดังกล่าวยังไม่สามารถเชื่อมต่อระยะไกลผ่านเครือข่ายมือถือได้

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน ขณะที่อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ที่มีอยู่เดิม ยังคงให้มาอย่างครบถ้วน ได้แก่ ระบบไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ Adaptive Cruise Control, กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, เบาะนั่งหุ้มหนังปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางคู่หน้า, ระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมสวิตช์แยก, ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ 2 ตำแหน่ง, กุญแจ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และเบรกมือไฟฟ้าพร้อม Brake Auto Hold เป็นต้น

ด้านระบบความปลอดภัยขั้นสูง ประกอบด้วย ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงและช่วยชะลอความเร็ว Forward Collision Mitigation System, สัญญาณเตือนมุมอับสายตา Blind Spot Warning, ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน Lane Change Assist, ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วทั้งหน้า-หลัง Ultra Sonic Misacceleration Mitigation System, ระบบเตือนด้านหลังขณะถอย Rear Cross Traffic Alert รวมถึงกล้องมองภาพรอบคัน Multi Around Monitor ที่สามารถแสดงภาพขณะรถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำได้ จึงเหมาะสำหรับการขับขี่แบบออฟโรด หรือเมื่อต้องเข้าจอดในพื้นที่แคบๆ

ด้านอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ได้แก่ ถุงลมนิรภัย 7 ใบ (คู่หน้า, ด้านข้างคู่หน้า, ม่านถุงลม และถุงลมหัวเข่าผู้ขับขี่), เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดทั้ง 7 ตำแหน่ง, ระบบควบคุมการทรงตัว Active Stability and Traction Control, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control System, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist System และเซ็นเซอร์กะระยะหน้า-หลัง

 

ขุมพลังคงเดิม แต่แรงเหลือเฟือ

ขุมพลังของ Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไมเนอร์เชนจ์ ยังคงเป็นเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ รหัส 4N15 ความจุ 2.4 ลิตร MIVEC ให้กำลังสูงสุด 181 แรงม้า (PS) ที่ 3,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Sport Mode และแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

ในรุ่นท็อปสุดจะมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ SS4 II ที่มีโหมดปรับการขับขี่ให้เหมาะกับสภาพถนนจำนวน 4 โหมด คือ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock พร้อม Diff Lock เฟืองท้าย

ด้านอัตราสิ้นเปลืองทางมิตซูบิชิระบุว่า Pajero Sport ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 13.5 กม./ลิตร ในรุ่น 2WD และ 13.3 กม./ลิตร ในรุ่น 4WD ซึ่งถืออยู่อยู่ในระดับมาตรฐาน PPV ที่วางจำหน่ายในบ้านเราขณะนี้

 

ทดสอบขับขี่บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – หัวหิน

ทริปนี้เราได้ขับทดสอบบนเส้นทางกรุงเทพฯ ไปยังหัวหิน พร้อมทั้งแวะไปลุยขับขี่แบบออฟโรดกันพอหอมปากหอมคอในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ความรู้สึกที่ได้ในการขับขี่ Pajero Sport Minorchage แทบไม่ต่างไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย เพราะมิตซูบิชิไม่ได้มีการปรับแต่งในเชิงวิศวกรรมอย่างเป็นนัยยะสำคัญทั้งเครื่องยนต์และช่วงล่าง อัตราเร่งถือว่าจี๊ดจ๊าดเป็นเบอร์ต้นๆ ในตลาด (แม้ว่าจะไม่ดึงเท่ากับเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ใน Nissan Terra ก็ตามที) พร้อมทั้งเกียร์อัตโนมัติแบบ 8 สปีด ที่สามารถเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างลื่นไหลจนแทบไม่รู้สึกถึงจังหวะเปลี่ยนเกียร์

ขณะที่การเปลี่ยนเกียร์เองด้วย Paddle Shift นั้น อาจต้องยอมรับว่าอัตราทดที่ค่อนข้างชิดตามประสาเกียร์ที่มีถึง 8 จังหวะ อาจเล่นเกียร์ได้ไม่สนุกอย่างที่ควร โดยเฉพาะการดาวน์ชิฟต์ลงมา พูดง่ายๆ คือ ต้องกดแป้นลบถี่เสียหน่อย ก่อนที่เครื่องยนต์จะสร้างแรงหน่วงให้รถเริ่มชะลอตัว

แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหาเลยสำหรับการใช้โหมด D ปกติ เพราะหากคุณกดคันเร่งลงไปเต็มเท้าเพื่อเร่งแซงนั้น สมองกลเกียร์ก็สามารถปรับลดอัตราทดลงมาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้คุณเร่งแซงได้อย่างปลอดภัย

ด้านช่วงล่างนั้น ต้องยอมรับว่านี่คือรถ PPV ที่ใช้โครงสร้างแบบ Body-on-frame จึงยังคงมีการโยนตัวอยู่พอสมควรขณะเข้าโค้ง แต่ก็แลกมาด้วยความนุ่มนวลของช่วงล่างไม่ว่าจะบนความเร็วต่ำหรือสูง คุณสามารถขับรูดถนนพังๆ ได้อย่างสบาย

หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 8 นิ้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ห้องโดยสารดูทันสมัยน่าใช้ยิ่งขึ้น สามารถแสดงผลได้อย่างชัดเจน อ่านง่าย ตัวเลขแสดงความเร็วมีขนาดใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องละสายตาจากถนนมากนัก

ขณะที่ระบบอินโฟเทนเมนท์มีหน้าตาสวยงามกว่าเดิม สามารถเชื่อมต่อ Apple CarPlay ผ่านสาย USB ได้ ขณะที่ระบบนำทางของ TomTom ก็ใช้งานได้ตามประสาระบบนำทางติดรถทั่วไป คือ ต้องเรียนรู้กันนิดหน่อย เพื่อให้ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว

ในด้านการขับขี่แบบออฟโรดนั้น แม้ว่าระหว่างทางจะมีฝนโปรยปรายลงมาเรื่อยๆ จนทำให้ดินเปียกลื่นพอสมควร แต่ระบบเคลื่อนสี่ล้อ SS-4WD ก็ช่วยให้รถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้อย่างง่ายดาย โดยระหว่างนี้ เราสามารถกดปุ่มบริเวณพวงมาลัยเพื่อแสดงภาพจากกล้องด้านข้างได้ เผื่อกรณีที่ต้องปีนป่ายมุดไปยังพื้นที่แคบๆ ก็จะช่วยให้ขับขี่ได้สะดวกมากขึ้น

 

สรุปโดยรวม สมรรถนะการขับขี่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือออปชั่นที่เยอะขึ้น

หากกล่าวโดยสรุปคงบอกได้ว่า Mitsubishi Pajero Sport ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ ยังคงมีสมรรถนะอยู่ในระดับแถวหน้าของพีพีวีที่วางจำหน่ายอยู่ในขณะนี้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญนอกเหนือจากรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปแล้วนั้น ก็คือการเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะออปชั่นอำนวยความสะดวกสบาย เช่น ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า, เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบใหม่, Cornering Lamps ฯลฯ เหล่านี้ถือเป็นการเพิ่มความคุ้มค่าให้ผู้ซื้อรู้สึก “ยอมจ่าย” ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ราคาจำหน่าย Mitsubishi Pajero Sport 2019 ไมเนอร์เชนจ์ใหม่ มีดังนี้

รุ่น 2.4 GT ราคา 1,299,000 บาท
รุ่น 2.4 GT-Premium ราคา 1,469,000 บาท
รุ่น 2.4 GT-Premium 4WD ราคา 1,599,000 บาท (รุ่นที่ใช้ทดสอบ)