รีวิว MG Extender 2019 ใหม่ ทำการบ้านมาดี แต่ขออีกนิดเถอะ!

424
0

MG Extender 2019 เป็นรถกระบะขนาด 1 ตันรุ่นล่าสุดที่เข้ามาวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งแม้ว่าตลาดรถกระบะจะมีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น แต่การเจาะลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นสิ่งที่ยากสุดๆ จนหลายค่ายม้วนเสื่อกลับบ้านไปนักต่อนักแล้ว

MG Extender ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยชูจุดเด่นในด้านความกว้างขวางของห้องโดยสาร และอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันกว่าคู่แข่งเมื่อเทียบกับระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่กระนั้น ดีไซน์ของ Extender ก็ถูกถอดแบบมาจาก Maxus T60 ในตลาดจีน และ LDV T60 ในตลาดออสเตรเลียแบบไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่เปลี่ยนโลโก้กับกระจังหน้านิดหน่อยเท่านั้น

สำหรับตัวถังของ MG Extender มีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ Giant Cab หรือกระบะตอนครึ่งที่สามารถเปิดแค็บออกได้ และ Double Cab ที่เป็นแบบ 4 ประตู โดยมีรุ่นย่อยให้เลือกดังนี้

รุ่น Giant Cab
– 2.0 C 6MT
– 2.0 D 6MT
– 2.0 GRAND D 6MT
– 2.0 GRAND D 6AT
– 2.0 GRAND X 6MT

รุ่น Double Cab
– 2.0 GRAND D 6MT
– 2.0 GRAND D 6AT
– 2.0 GRAND X 6AT
– 2.0 GRAND 4WD X 6AT

สำหรับรุ่นที่เรามีโอกาสทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น Double Cab 2.0 Grand 4WD X 6AT ตัวท็อปสุดที่มีราคาจำหน่าย 1,029,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร กับชื่อชั้นของ MG ที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านรถกระบะมาก่อน

 

ภายนอก

อย่างที่บอกว่าดีไซน์ภายนอกถูกถอดแบบมาจาก Maxus T60 แทบทั้งหมด ดังนั้น มันจึงมารูปลักษณ์ที่เอาใจชาวจีนอยู่มากหน่อย แม้ว่าจะถอดกระจังหน้าโครเมียมแนวตั้งออกไป แล้วใส่กระจังหน้าทรงตะแกรงไขว้เข้าไปแทนนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าดีไซน์อาจไม่ถูกใจรสนิยมคนไทยเท่าใดนัก จะหรูก็ไม่สุด จะสปอร์ตก็ไม่เชิง โดยเฉพาะกับนิสัยการซื้อรถของคนไทยที่ให้ความสำคัญในเรื่องดีไซน์เป็นอันดับต้นๆ จึงคาดว่าเอ็มจีต้องเหนื่อยในการผลักดันยอดขาย Extender แน่ๆ

ในรุ่น 2.0 Grand 4WD X 6AT ตัวถัง 4 ประตู ถูกติดตั้งไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED, ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ, ระบบไฟหน้าปรับตามองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย, ไฟตัดหมอกคู่หน้า, กระจกมองข้างและที่เปิดประตูภายนอกแบบโครเมียม, กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า, ที่ปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ, เสาวิทยุแบบฝังกระจกหลัง, บันไดข้าง และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/60 R18

มิติตัวถังภายนอกของรุ่น 2.0 Grand 4WD X มีขนาดความยาว 5,365 มม. ความกว้าง 1,900 มม. ความสูง 1,850 มม. ความยาวฐานล้อ 3,155 มม. ซึ่งใหญ่กว่าคู่แข่งอย่าง Toyota Hilux Revo D-Cab 4×4 2.8G AT (5,315 x 1,855 x 1,815) และ Isuzu D-Max V-Cross 4-doors 3.0 Ddi M AT (5,265 x 1,870 x 1,810) ในทุกมิติ จึงไม่แปลกใจที่เอ็มจีชูจุดเด่นในเรื่องขนาดตัวถังและความกว้างขวางของห้องโดยสารเข้ามาเป็นจุดขายของรถรุ่นนี้

ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ ด้านหลังแบบแหนบซ้อน พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียนผ่อนแรงด้วยไฮดรอลิก รวมถึงยังเป็นเจ้าแรกที่ติดตั้งดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อมาให้อีกด้วย แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าแท้จริงแล้วเบรกหลังของรถปิกอัพเหมาะสมกับดิสก์เบรกหรือดรัมเบรกมากกว่ากัน จะเป็นเรื่องการควบคุมต้นทุนหรือมีเหตุผลจากวิศวกรรมอื่นๆ แฝงอยู่ แต่ระบบดิสก์เบรกก็ได้เปรียบในเรื่องการระบายความร้อนมากกว่าดรัมเบรกอย่างแน่นอน

 

 

ภายใน

ภายในห้องโดยสารของ Extender รุ่น 2.0 Grand 4WD X ถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำเป็นหลัก เบาะนั่งถูกหุ้มด้วยวัสดุหนังสลับหนังสังเคราะห์ พร้อมระบบปรับไฟฟ้าคู่หน้า 6 ทิศทาง เบาะนั่งด้านหลังมีที่วางแขนแบบพับเก็บได้ พวงมาลัยหุ้มหนังปรับระดับสูง-ต่ำได้เท่านั้น ไม่สามารถยืดเข้า-ออกได้ พร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นสำหรับควบคุมระบบ Cruise Control และระบบเครื่องเสียงพร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ กระจกไฟฟ้า 4 บาน พร้อมระบบลงอัตโนมัติ One Touch Down เฉพาะฝั่งผู้ขับเท่านั้น (การใส่ระบบขึ้นอัตโนมัติลงไปด้วยมันจะเพิ่มต้นทุกสักกี่บาทนักเชียว)

บริเวณแผงคอนโซลยังมีการบุวัสดุหนังเพื่อช่วยให้มีสัมผัสที่ดีขึ้น พร้อมเดินตะเข็บคู่ด้วยด้ายสีแดงเช่นเดียวกับเบาะนั่งและพวงมาลัย ชุดมาตรวัดแบบอนาล็อกดีไซน์คุ้นตาพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ขณะที่ก้านไฟเลี้ยวของ Extender ถูกติดตั้งไว้ทางฝั่งขวาของพวงมาลัยแบบรถญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจาก MG รุ่นอื่นๆ ที่จะติดตั้งก้านไฟเลี้ยวไว้ทางฝั่งซ้าย ขณะที่ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติที่สามารถแสดงผลบนจออินโฟเทนเมนท์ พร้อมช่องแอร์หลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ รวมถึงกุญแจแบบ Keyless Entry พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ตามสมัยนิยม

จุดเด่นสำคัญอีกอย่างของ Extender ก็คือ หน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 10 นิ้ว พร้อมระบบ i-SMART เช่นเดียวกับรุ่นอื่นๆ ของเอ็มจี รองรับระบบเชื่อมต่อ Bluetooth มีช่อง USB ให้ 2 ตำแหน่ง และช่อง AUX ให้ด้วย ซึ่งฟังก์ชั่นการทำงานของระบบ i-SMART ก็ใกล้เคียงกับที่เราเคยลองใช้งานใน MG ZS เช่น ระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์, ระบบค้นหารถ Find My Car, ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์, ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย, ระบบนำทาง Navigation พร้อมแสดงข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์, ระบบเล่นเพลงออนไลน์ ฯลฯ

นอกจากนี้ MG ยังเอาใจกลุ่มลูกค้าที่ใช้กระบะโดยเฉพาะ ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาลล่าสุด อีกทั้งยังสามารถแจ้งเตือนทันทีเมื่อมีผลสลากออกอีกด้วย โดยระบบที่ว่านี้จะดึงข้อมูลจากเว็บสนุกที่หลายคนใช้ในการตรวจล็อตเตอรี่อยู่แล้ว รวมถึงมีฟังก์ชั่นอ่านข่าวจากเว็บสนุกได้ด้วยเช่นกัน

หากว่ากันตามตรง แม้ว่าภายนอกจะมีขนาดตัวถังที่ใหญ่กว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน แต่ภายในห้องโดยสารโดยเฉพาะพื้นที่ด้านหลังกลับไม่ได้รู้สึกใหญ่โตอย่างมีนัยยะสำคัญนัก มันมีขนาดกว้างพอเล็กน้อยพอให้รู้สึกโปร่งโล่งกว่านิดหน่อย ขณะที่ตัวเบาะนั่งถูกพัฒนาโดย Johnson Controls ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชื่อดังที่ผลิตเบาะนั่งให้กับค่ายยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ทำให้เบาะนั่งของ MG Extender ถือว่าไม่ผิดหวัง เพราะความนุ่มของฟองน้ำอยู่ในระดับที่พอดี ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป และยังออกแบบพนักพิงให้สามารถรองรับสรีระได้เป็นอย่างดีด้วย ซึ่งจากการทดลองขับขี่บนเส้นทางกรุงเทพฯ – บุรีรัมย์ตลอดทั้งวันก็สามารถนั่งโดยสารได้แบบสบายๆ ไม่ออกอาการปวดหลังให้เห็นไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารด้านหน้าหรือด้านหลังก็ตาม

ด้านระบบความปลอดภัยมีให้อย่างครบครันตามฉบับเอ็มจี ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างและม่านถุงลมนิรภัย, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบเสริมแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBA, ระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงลาดชัน HDC, ระบบเตือนมุมอับสายตา BSD, ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW, ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง TPMS และกล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมเซ็นเซอร์กะระยะถอย
หลัง เป็นต้น

 

เครื่องยนต์

ด้านขุมพลังมีให้เลือกขนาดเดียวไม่ว่าจะเป็นรุ่นย่อยใด ตัวถังใดก็ตาม เป็นเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 4 สูบ DOHC ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 161 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-2,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพาร์ทไทม์จะมีให้เลือกเฉพาะตัวถังแบบ Double Cab รุ่นท็อปสุดที่เราทดสอบนี้เท่านั้น มาพร้อมกับระบบล็อกเฟืองท้าย (Rear Axle Differential Lock) มาให้ด้วย

ด้านอัตราสิ้นเปลืองทางเอ็มจีระบุว่าในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 14.1 กม./ลิตร ตามมาตรฐานอีโค่สติกเกอร์ ซึ่งถือว่าเกาะกลุ่มอยู่กับคู่แข่งรุ่นอื่นๆ ไม่ได้รู้สึกว้าวหรือน่าเป็นห่วงใดๆ

 

การขับขี่

การตอบสนองของเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ สามารถเรียกแรงดึงตั้งแต่รอบต่ำ ต่างจากเครื่องยนต์ 1.9 Ddi รุ่นแรกที่จะมีอาการหน่วงในช่วงออกตัว แต่กระนั้น ในช่วงประมาณ 60 กม./ชม. ขึ้นไป มันจะเริ่มตอบสนองได้ช้าลงจนรู้สึกขัดใจวัยรุ่นเท้าหนักไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเพียงพอกับการใช้งานโดยทั่วไป ขณะที่ชุดเกียร์สามารถตอบสนองได้อย่างลงตัว ไม่มีอาการหน่วงประหลาดๆ ให้เห็นแต่อย่างใด

ด้านช่วงล่างถือเป็นจุดเด่นตามสไตล์เอ็มจีเช่นเคย (ถ้าไม่นับช่วงล่าง MG ZS EV ที่นุ่มย้วยจนน่าประหลาดใจ) มันยังคงให้ความนุ่มนวลและหนักแน่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วสูง สามารถรูดผ่านพื้นผิวขรุขระได้โดยไม่สะเทือนจนเกินไปนัก จนถือได้ว่าผมแฮปปี้กว่าช่วงล่างของกระบะเจ้าตลาดหลายๆ ยี่ห้อเสียอีก ขณะที่พวงมาลัยถูกเซ็ตมาให้มีลักษณะคล้ายกับรถกระบะรุ่นก่อนๆ คือ มันยังคงเป็นพวงมาลัยแบบไฮดรอลิกแท้ๆ ที่มีระยะฟรีอยู่พอสมควร ต่างจากพวงมาลัยไฟฟ้าของ Ford Ranger ที่เซ็ตมาอย่างคมกริบเมื่อเทียบกับกระบะด้วยกัน ขณะที่น้ำหนักพวงมาลัยในความเร็วสูงถือว่าค่อนข้างเบา แต่ก็ยังคุมได้ง่ายๆ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

การเก็บเสียงของ Extender ทำได้ดีเช่นกัน สามารถเก็บเสียงจากช่วงล่างได้ดีเยี่ยมแม้ใช้ความเร็วสูง ขณะที่เสียงลมไหลผ่านตัวถังด้านข้างก็ทำได้ดีเช่นกัน แม้ว่าจะใช้ความเร็วกว่า 100 กม./ชม. ก็ตาม ขณะที่เสียงเครื่องยนต์กลับเข้ามาภายในห้องโดยสารค่อนข้างชัดเจนเวลาที่เหยียบหนักๆ แถมเสียงของมันก็ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก แต่หากใช้รอบเครื่องยนต์ปกติในการเดินทางทั่วไป เสียงที่แทรกเข้ามาก็อยู่ในระดับที่ไม่ต่างกับคู่แข่งจากญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก

 

 

สรุป

หากกล่าวโดยรวมนั้น MG Extender ก็มีจุดเด่นบางอย่างที่ทำให้มันน่าสนใจ เช่น ประสิทธิภาพของช่วงล่างที่ไว้ใจได้, เบาะนั่งที่ออกแบบมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ รวมถึงความเงียบของห้องโดยสารที่ทำได้ดีกว่าที่คาด แต่กระนั้น ในเรื่องอื่นๆ เช่น สมรรถนะเครื่องยนต์, อุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงดีไซน์ของมัน กลับทำให้รู้สึกว่ามันไม่โดดเด่นอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าเมื่อเทียบกันรุ่นต่อรุ่นบนสเปกชีตระหว่าง Extender และคู่แข่งเจ้าอื่นๆ อาจได้เปรียบในด้านราคาและออปชั่นต่างๆ แต่ชื่อเสียงของเอ็มจีก็อาจต้องพ่ายให้กับคู่แข่งที่อยู่มายาวนานกว่า อีกทั้งลูกค้ารถกระบะก็ยังมองเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและความทนทานเป็นปัจจัยสำคัญด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เอ็มจีจะต้องมองให้ขาดเพื่อจับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าเอ็มจีเซลส์ประเทศไทย พยายามทำการบ้านมาอย่างหนักเพื่อเจาะตลาดรถกระบะในไทย แต่กระนั้น Extender โฉมปัจจุบันก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นลองผิดลองถูกของเอ็มจี หากว่าพวกเขาไม่ถอดใจกับรถเซ็กเมนต์นี้ไปเสียก่อน ผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าเจเนอเรชั่นต่อไป พวกเขาจะสามารถสร้างโปรดักส์และวางราคาจำหน่ายที่เห็นแล้วต้องร้องว้าว เช่นเดียวกับที่พบใน ZS และ HS มาแล้ว

 

ราคาจำหน่าย MG Extender 2020 ใหม่ ประกอบด้วย

รุ่น Giant Cab (แค็บเปิดได้)
– 2.0 C 6MT ราคา 549,000 บาท
– 2.0 D 6MT ราคา 619,000 บาท
– 2.0 GRAND D 6MT ราคา 659,000 บาท
– 2.0 GRAND D 6AT ราคา 719,000 บาท
– 2.0 GRAND X 6MT ราคา 729,000 บาท

รุ่น Double Cab (4 ประตู)
– 2.0 GRAND D 6MT ราคา 759,000 บาท
– 2.0 GRAND D 6AT ราคา 819,000 บาท
– 2.0 GRAND X 6AT ราคา 879,000 บาท
– 2.0 GRAND 4WD X 6AT ราคา 1,029,000 บาท (รุ่นที่ใช้ในการทดสอบ)