รีวิว Land Rover Defender 2020 ใหม่ ตำนานออฟโรดขนานแท้กลับมาแล้ว

1498
0

Land Rover Defender ถือเป็นรถอเนกประสงค์ในตำนานของแลนด์โรเวอร์มาตลอดระยะเวลากว่า 71 ปีที่ผ่านมา ล่าสุด พวกเขาได้ทำการเปลี่ยนโฉมครั้งยิ่งใหญ่เพื่อให้รถรุ่นนี้มีรูปลักษณ์สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 แต่ถึงกระนั้น รถรุ่นนี้ก็ยังคงความสมบุกสมบันและจิตวิญญาณความเป็นออฟโรดแท้ๆ ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

จุดกำเนิดของ Land Rover Defender เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1948 ซึ่ง Land Rover ได้ทำการเปิดตัวรถคันแรกในงานมอเตอร์โชว์กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยใช้ชื่อว่า Land Rover One Ten ก่อนจะเสริมด้วย Land Rover Ninety ในปีถัดมา สื่อถึงความยาวฐานล้อขนาด 110 นิ้ว และ 93 นิ้ว ของแต่ละรุ่น จากนั้นจึงได้มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น Defender 110 และ Defender 90 ในปี 1989 เพื่อไม่ให้ผู้คนสับสนกับรุ่น Discovery ที่เพิ่งเปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน

และนั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไม All-new Land Rover Defender 2020 ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดในบ้านเรานั้น มีให้เลือก 2 รุ่นหลักๆ นั่นก็คือ Defender 5 ประตู (รุ่น 110) และ Defender 3 ประตู (รุ่น 90) ก่อนจะแบ่งย่อยๆ ตามพละกำลังของเครื่องยนต์และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ดีไซน์ภายนอกของ Defender ถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างจากแลนด์โรเวอร์รุ่นอื่นๆ ทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่านี่คือการนำรถในตำนานของพวกเขากลับมาทำใหม่อีกครั้ง ทุกอย่างจึงต้อง “สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ” มาพร้อมแชสซีส์แบบโมโนค็อกที่เรียกว่า D7x (อักษร x หมายถึงคำว่า Extreme) ที่เน้นความแข็งแรง, ความปลอดภัย แต่มีน้ำหนักเบา อันเป็นผลมาจากที่แลนด์โรเวอร์ต้องการให้ Defender เป็นรถออฟโรดที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยสร้างขึ้นมา

จุดเด่นที่แสดงให้เห็นว่ารถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการออฟโรดอย่างแท้จริงมีให้เห็นอยู่รอบคัน ไม่ว่าจะเป็นโอเวอร์แฮงค์หน้า-หลังที่สั้นเป็นพิเศษ จึงมีมุมไต่อยู่ที่ 38 องศา มุมจากที่ 40 องศา และมุมคร่อมที่ 28 องศา (หลายคนอาจคิดภาพไม่ออกว่าตัวเลขเหล่านี้มันชันขนาดไหน เลยขอลองเทียบกับ Ford Ranger Raptor ที่มีมุมไต่ 32.5 องศา มุมจากและมุมคร่อมเท่ากันอยู่ที่ 24 องศา ซึ่งเห็นได้ชัดว่า Defender เหนือชั้นกว่ามาก) รวมถึงช่วงล่างแบบถุงลมทำให้มีระยะห่างจากพื้นถนนจนถึงใต้ท้องรถสูงสุดอยู่ที่ 291 มม. และการออกแบบเอาช่องไอดีไว้ด้านข้าง ทำให้สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 900 มม. โดยไม่ทำอันตรายต่อเครื่องยนต์

นอกจากนี้ โครงสร้างตัวถังของ Defender ก็มีการออกแบบให้แข็งแรงเป็นพิเศษควบคู่กันไปด้วย เช่น หลังคาที่รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 300 กิโลกรัม (หรือ 168 กิโลกรัมในขณะขับขี่), ช่วงล่างที่ออกแบบให้รับน้ำหนักในแนวตั้งสูงสุดถึง 7 ตัน, หูลากยึดหัวแชสซีส์ที่รับแรงดึงสูงสุดได้ถึง 6.5 ตัน และโครงสร้างทำจากวัสดุอะลูมิเนียมที่มีความแข็งที่สุดเท่าที่แลนด์โรเวอร์เคยใช้ ส่งผลให้ตัวรถแข็งแรงกว่าแบบ Body-on-frame ทั่วไปถึง 3 เท่า

สำหรับ Land Rover Defender ในประเทศไทยจะถูกวางจำหน่ายในรูปแบบเดียวกับตลาดโลก นั่นคือ รถทุกคันจะถูกตกแต่งและติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานตามออเดอร์ของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งแลนด์โรเวอร์เรียกการทำตลาดลักษณะนี้ว่า “Make It Your Defender” สามารถเลือกรูปแบบที่ต้องการผ่านทางออนไลน์ โดยที่ราคาแพ็คเกจและออปชั่นต่างๆ มีระบุไว้เป็นเงินบาทเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงวางเงินจอง แล้วรอเวลาในการประกอบและขนส่งประมาณ 6 เดือน จนกว่าที่ตัวรถจะส่งมอบถึงมือลูกค้า

ในบ้านเราสามารถเลือกได้ทั้งตัวถังแบบ 3 ประตู และ 5 ประตู (หรือ 90 และ 110) โดยทั้งสองรุ่นสามารถเลือกรุ่นย่อย S, SE และรุ่น X ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดได้ จากนั้นจึงเลือกแพ็คเกจตกแต่งที่มีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ คือ Explorer, Adventure, Country และ Urban รวมถึงสามารถเลือกออปชันยิบย่อยแยกต่างหากได้ เช่น เต็นท์หลังคา, ผ้าใบกันสาด และอุปกรณ์ลากจูง เป็นต้น

Land Rover Defender มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เลือกกำลังสูงสุดได้ทั้ง 200 แรงม้า (PS) ในรหัส D200 และ 240 แรงม้า ในรหัส D240, เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ในรหัส P300 และขุมพลังแรงสุดเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 400 แรงม้า ในรหัส P400 ซึ่งมีให้เลือกเฉพาะรุ่น SE และ X เท่านั้น

ระบบส่งกำลังของ Defender เป็นแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม Twin-speed Transfer Box ที่เลือกได้ระหว่าง High Range และ Low Range พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ AWD เป็นมาตรฐาน (แหงล่ะ!)

แน่นอนว่าแลนด์โรเวอร์ได้ทำการติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Terrain Response 2 เวอร์ชันล่าสุดมาให้ ซึ่งมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 6 โหมด ได้แก่ Normal, Wade, Rock Crawl, Mud and Ruts, Grass/Gravel/Snow และ Sand โดยแต่ละโหมดมีการปรับการตอบสนองของคันเร่ง, ระบบดิฟล็อก และระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแตกต่างกันออกไป โดยในรุ่น X ยังเสริมด้วยระบบ Configurable Terrain Response ที่สามารถปรับการทำงานทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง

สำหรับโหมด Wade ที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกใน Defender จะทำการยกช่วงล่างให้สูงขึ้นเพื่อให้ตัวรถอยู่เหนือระดับน้ำมากที่สุด และปิดระบบไหลเวียนอากาศจากภายนอกเพื่อป้องกันความชื้นที่เกิดขึ้นในขณะลุยน้ำ อีกทั้งยังมี Wading Sensor แบบเดียวกับตระกูล Range Rover ทั้งหลาย ที่คอยบอกระดับน้ำขณะลุยได้แบบเรียลไทม์

ช่วงล่างของ Defender เป็นแบบถุงลม Electronic Air Suspension (ยกเว้นรุ่น 90 ที่ยังมีคอยล์สปริงให้เลือกอยู่) สามารถลดความสูงจากปกติได้ 40 มม. หรือเพิ่มความสูงได้สูงสุด 70 มม. แต่ในสภาพการขับขี่แบบออฟโรดเต็มรูปแบบยังสามารถยกขึ้นสูงได้อีก 70 มม. เพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคได้ง่ายขึ้น

สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานของ Defender (ในที่นี้เราขอยก Defender 110 รุ่น 5 ประตูมาเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน) ประกอบด้วย ไฟหน้า LED พร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ Auto High Beam Assist (รุ่น X จะเป็นไฟหน้า Matrix LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ Signature), ไฟท้ายแบบ LED, กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้าพร้อมไล่ฝ้า, ล้อขนาด 19 หรือ 20 นิ้ว และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ (รุ่น X) เป็นต้น

ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารจะเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่าง Defender กับ Land Rover/Range Rover รุ่นอื่นๆ ทั้งหมด เพราะแม้ว่าภายนอกจะถูกออกแบบให้ดูร่วมสมัยสมกับปี 2020 แต่รายละเอียดหลายอย่างยังเห็นได้ชัดว่าถูกออกแบบเพื่อเน้นความสมบุกสมบันและการใช้งานจริงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นแผงคอนโซลหน้าดีไซน์เรียบง่ายที่ออกแบบให้สามารถวางสิ่งของได้, แผงประตูที่ตกแต่งด้วยหัวน็อตอย่างเปิดเผย หรือกระทั่งแผงควบคุมและคันเกียร์ที่ยกตัวสูงกว่าปกติเผื่อกรณีน้ำเข้าห้องโดยสาร เหล่านี้กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Defender ที่ทำให้เรารู้สึกถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ต้องการให้ลูกค้านำรถคันนี้ออกไปลุยป่าลุยเขาได้อย่างมั่นใจ

สิ่งที่ช่วยให้ห้องโดยสารของ Defender ถูกล้ำสมัยขึ้นมาถนัดตาก็คือ ระบบอินโฟเทนเมนท์ Pivi Pro ใหม่ล่าสุด ที่ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถรุ่นนี้ มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วใหญ่สะใจ ให้การควบคุมลื่นไหลไม่ต่างกับสมาร์ทโฟนระดับเรือธง มีระบบนำทางมาให้ในตัว อีกทั้งยังรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-air ผ่านระบบ 4G ซึ่งไม่ได้เพียงแค่อัปเดตระบบปฏิบัติการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังสามารถอัปเดตฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆ ของตัวรถได้ถึง 16 โมดูล เช่น พวงมาลัย, ระบบเบรก และเครื่องยนต์ เป็นต้น

แลนด์โรเวอร์ยืนยันว่าฟังก์ชั่นการอัปเดตแบบ OTA เหล่านี้ จะช่วยให้เจ้าของรถไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการเมื่อมีการปล่อยอัปเดตออกมา และยังช่วยให้ระบบต่างๆ ของตัวรถทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบแม้ว่ารถคันนี้จะถูกใช้มาเป็นระยะเวลายาวนานก็ตาม

แม้ว่า Defender จะถูกออกแบบมาเพื่อเน้นลุยเป็นหลัก แต่ก็ยังมีออปชันที่ใส่ใจรายละเอียดของผู้ขับขี่และผู้โดยสารกับเขาเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบปรับอากาศแบบ 3 โซน (แยกอุณหภูมิด้านหน้าแบบซ้าย-ขวา และด้านหลัง) ที่มีระบบตรวจจับคุณภาพอากาศ ซึ่งจะช่วยปิดการนำอากาศเสียภายนอกเข้าห้องโดยสารอัตโนมัติ รวมถึงระบบ Cabin Air Ionisation ที่สามารถฆ่าเชื้อโรค, ไวรัส, กลิ่นเหม็น ฯลฯ เพื่อสุขภาพของผู้โดยสารภายในรถได้อีกด้วย

ส่วนระบบความปลอดภัยก็มีมาให้ครบๆ ตามมาตรฐานยุโรป เช่น ระบบช่วยเบรก Emergency Braking ที่ทำงานได้ตั้งแต่ช่วงความเร็ว 5-80 กม./ชม. (ตรวจจับคนเดินถนนและจักรยานที่ความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.), ระบบป้องกันรถออกนอกเลน Lane Keep Assist ที่สามารถดึงพวงมาลัยกลับเข้ามาอยู่ในทางตรงได้, ระบบ Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่น Speed Limiter, ระบบตรวจจับอาการเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ Driver Condition Monitor และกล้องรอบคัน 3D Surround Camera เป็นต้น

เราได้มีโอกาสทดสอบ Land Rover Defender ใหม่ แบบออฟโรดสั้นๆ ที่ จ.กาญจนบุรี แม้ว่าจะไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากนัก แต่ทันทีที่ก้าวขึ้นไปนั่งภายในห้องโดยสารก็เห็นได้ชัดว่ารถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการออฟโรดอย่างแท้จริง ว่ากันตามตรงมันถูกออกแบบให้ดูเรียบง่ายกว่าที่คิด เนื่องจากความหรูหราถูกตัดทิ้งไปพอสมควร แล้วจึงใส่ความสมบุกสมบันเข้ามาแทน แตกต่างจาก Range Rover Sport ที่เราเพิ่งย้ายมาอย่างเห็นได้ชัด

พละกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 240 แรงม้า ให้แรงดึงตามใจสั่งแม้ว่าจะมีผู้โดยสารนั่งไปด้วยรวมกันถึง 5 คน เปิดฉากแรกด้วยการขับผ่านพื้นที่ที่มีแอ่งน้ำตื้นๆ ที่ปกคลุมไปด้วยหญ้าลื่น ซึ่งก็ไม่ใช่อุปสรรคที่ยากเย็นอะไรนัก แต่ทีเด็ดอยู่ที่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ Low-speed Cruise Control ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบ All Terrain Progress Control สามารถตั้งความเร็วได้ระหว่าง 1.8 – 30 กม./ชม. แตกต่างจากครูซคอนโทรลทั่วไปที่ต้องใช้ความเร็วมากกว่า 30-40 กม./ชม. จึงจะทำงานได้

ระบบครูซคอนโทรลที่ความเร็วต่ำนี้ ถูกออกแบบมาสำหรับการขับขี่ออฟโรดโดยเฉพาะ สามารถปรับความเร็วได้อัตโนมัติตามสภาพพื้นผิวถนนและความชัน ต่างจากระบบครูซคอนโทรลปกติที่จะพยายามรักษาความเร็วที่ตั้งไว้อยู่ตลอด ซึ่งถือเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่งสำหรับการขับออฟโรด

จากนั้นเราได้พา Defender คันนี้มาลุยน้ำจริงๆ กันบ้าง ซึ่งความสูงของระดับน้ำในขณะนั้นอยู่ที่ 60 ซม. (แม้ว่าตัวรถจะรองรับได้ถึง 90 ซม. ก็ตาม) ช่วยให้เราได้เห็นถึงการทำงานของ Wading Sensing ที่สามารถแสดงระดับน้ำได้แบบเรียลไทม์ และช่วยให้เราประเมินได้ทันทีว่าควรจะเดินหน้าต่อไป หรือถอยหลังกลับดีกว่ากัน

ไฮไลท์เด่นอีกหนึ่งอย่างของ Defender นอกเหนือจากกล้องมองภาพ 360 องศาที่เราเห็นกันอย่างชินตาแล้ว ยังมีระบบ ClearSight Ground View ที่สามารถแสดงมุมภาพใต้ท้องรถด้านหน้าได้ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการขึ้นเนินชันมากๆ จนทำให้หน้าเชิดและไม่สามารถมองเห็นถนน ระบบที่ว่านี้จะให้มุมภาพที่ยิงลงต่ำ ทำให้มองเห็นถนนได้ รวมถึงยังมีการจำลองตำแหน่งและองศาของล้อจริงๆ ในขณะนั้น เพื่อช่วยเราให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น

สรุปแล้ว Land Rover Defender ใหม่ เหมาะกับใคร? โดยพื้นฐานของรถรุ่นนี้ก็คงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยไปยังเส้นทางธรรมชาติเป็นหลัก เนื่องจากมันถูกพัฒนาให้เป็นรถออฟโรดแท้ๆ ต่างจากรถรุ่นอื่นทั้ง Land Rover และ Range Rover ที่ล้วนแต่บรรจงประดังความหรูหราเข้ามามากมาย รวมถึงมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ยังหาไม่ได้จากพี่น้องร่วมค่าย เว้นเสียแต่คุณอยากเป็นหนึ่งในผู้ครอบครองรถออฟโรดระดับไอคอนของโลกจากอังกฤษคันนี้

แต่กระนั้น ค่าตัวของ Defender ที่มีราคาเริ่มต้น 5,400,000 บาท ในรุ่น 3 ประตู และ 5,800,000 บาท ในรุ่น 5 ประตู ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่รวมแพ็คเกจเพิ่มเติม ทำให้รถรุ่นนี้มีราคาป้วนเปี้ยนในระดับรุ่นเริ่มต้นของ Range Rover Sport ไปจนกระทั่งแตะรุ่นเริ่มต้นของ Range Rover SWB เลยทีเดียว

ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วล่ะครับว่าให้ความสำคัญกับเรื่องไหนมากกว่ากัน