รีวิว Mercedes-Benz E300e Avantgarde ใหม่ ทางเลือกคุ้มค่าส่งท้ายก่อนเฟซลิฟต์

4761
0

แม้ว่าในวันที่เราเขียนรีวิว Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde 2020 รหัสตัวถัง W213 ที่คุณเห็นอยู่นี้ จะมีข่าวการเผยโฉมเวอร์ชั่นเฟซลิฟต์ในต่างประเทศแล้วก็ตาม แต่ในบ้านเราคงต้องรอเวลากันสักพักใหญ่ๆ กว่าที่มันจะถูกนำมาขึ้นไลน์ผลิตในประเทศไทย เนื่องจากเมอเซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จะไม่นำเข้ารุ่น CBU มาจำหน่ายคั่นเวลาในระหว่างรอความพร้อมของรุ่น CKD อีกต่อไปแล้ว

Mercedes-Benz E-Class ตัวถัง Saloon ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น โดยแบ่งเป็นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส E 220 d จำนวน 1 รุ่น และเครื่องยนต์เบนซินปลั๊กอินไฮบริด E 300 e อีก 3 รุ่น โดยคันที่เราได้มีโอกาสทดลองขับเป็นรุ่น Avantgarde อันถือเป็นรุ่นเริ่มต้นของรหัส E 300 e ก่อนจะต่อด้วยอีก 2 ทางเลือก คือ Exclusive และ AMG Dynamic ที่มีอุปกรณ์ครบครันมากกว่า

แล้วทำไมเราถึงเลือกนำรุ่น Avantgarde มารีวิวกันน่ะหรือ? ก็เพราะมันมีราคาจำหน่ายต่ำที่สุดในตระกูลปลั๊กอินไฮบริดของอี-คลาสยังไงล่ะ แถมยังถูกกว่า BMW 530e Elite อยู่นิดหน่อยอีกด้วย ซึ่งราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปัจจุบันของ E 300 e Avantgarde อยู่ที่ 2,900,000 บาท แต่นาทีนี้หากคุณเดินเข้าไปโชว์รูมใกล้บ้านเพื่อสอบถามรายละเอียดแล้วล่ะก็ ทางเซลส์ก็จะเสนอส่วน ลดชนิดถึงใจแบบไม่ต้องต่อรองใดๆ ทั้งสิ้นแน่นอน

 

ภายนอก

ดีไซน์ภายนอกหลายคนคงคุ้นเคยดีกันอยู่แล้ว เพราะ E-Class ถือเป็นรถยนต์ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอเซเดส-เบนซ์ตลอดกาล โดยรุ่น Avantgarde จะใช้กระจังหน้าพร้อมโลโกดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ต่างจากรุ่น Elegance ที่ใช้กระจังหน้าทรงคลาสสิกพร้อมสัญลักษณ์รูปดาวเหนือฝากระโปรง และจะไม่มีคิ้วโครเมียมบริเวณช่องดักลมกันชนหน้าและข้างกันชนท้ายเหมือนกับรุ่น Elegance ด้วยเช่นกัน

อุปกรณ์ภายนอกของ E 300 e Avantgarde อยู่ในระดับมาตรฐานที่รถซีดานระดับหรูในปัจจุบันพึงมี ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า LED High Performance ที่มีระบบ Adaptive Highbeam Assist ปรับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติตามสภาพจราจรมาให้ (แต่ไม่มีระบบ Plus ที่สามารถหักเหองศาการส่องสว่างได้แบบรุ่นไฟหน้า MULTIBEAM LED), ไฟส่องสว่างเวลากลางวันดีไซน์เอกลักษณ์ของ E-Class, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, กระจกมองข้างฝั่งผู้ขับขี่และกระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ พร้อมระบบปรับ-พับด้วยไฟฟ้า, กุญแจรีโมทเป็นแบบธรรมดา ไม่มีระบบ Keyless-GO มาให้ (แต่มีปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์) พร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว หุ้มด้วยยางรันแฟลตจาก Michelin

 

ภายใน

ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนัง ARTICO สีน้ำตาล Hazelnut Brown หรือสีดำขึ้นอยู่กับสีตัวถังภายนอก แผงคอนโซลและแผงประตูตกแต่งด้วยอะลูมิเนียม ขณะที่มาตรวัดผู้ขับขี่จากเดิมในรุ่น E 350 e Avantgarde ที่เป็นแบบอนาล็อกปกติ คราวนี้ถูกอัปเกรดให้เป็น Digital Widescreen Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว พาดวางต่อเนื่องกับหน้าจออินโฟเทนเมนท์ขนาดเท่ากันอีกหนึ่งจอเช่นเดียวกับรุ่น Elegance และ AMG Dynamic โดยสามารถปรับการแสดงผลได้ 3 รูปแบบทั้ง Classic, Progressive และ Sport

เบาะนั่งของรุ่น Avantgarde เป็นแบบหุ้มหนัง ARTICO สามารถปรับระดับด้วยไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบหน่วยความจำที่เชื่อมต่อเข้ากับตำแหน่งพวงมาลัยและกระจกมองข้าง โดยผู้ขับขี่ยังสามารถปรับตำแหน่งเบาะนั่งของฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าได้ เพียงแค่กดปุ่มที่มีสัญลักษณ์ “L” แล้วจึงปรับเบาะตามต้องการ ส่วนพวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa สามารถปรับระดับด้วยไฟฟ้า พร้อมปุ่มทัชแพดในการเข้าถึงเมนูต่างๆ และมีระบบปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามความเร็วรถมาให้

ระบบปรับอากาศเป็นแบบ THERMATIC 2-ZONE ไม่มีแผงควบคุมสำหรับผู้โดยสารตอนหลังเหมือนกับรุ่น Elegance และ AMG Dynamic แต่มีม่านบังแดดซ้าย-ขวาสำหรับผู้โดยสารหลัง ซึ่งเป็นแบบดึงขึ้นจากแผงประตูด้านข้าง พร้อมกับม่านบังแดดหลังระบบไฟฟ้าที่สั่งงานจากปุ่มด้านหน้า ขณะที่พนักพิงเบาะหลังสามารถปรับพับได้แบบ 1/3 และ 2/3 สำหรับเพิ่มความสะดวกในการเก็บสัมภาระที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

ระบบเครื่องเสียง Audio 20 NTG 5.5 มาพร้อมหน้าจอไวด์สกรีนขนาด 12.3 นิ้ว สามารถเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ได้ พร้อมระบบแผนที่นำทางในตัว หรือหากใครสะดวกจะใช้ Google Maps ที่ดึงมาจากสมาร์ทโฟนก็ไม่ติดขัด เสริมด้วยระบบ Mercedes me connect ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านเครือข่ายมือถือได้ จึงสามารถตรวจสอบสถานะรถยนต์ได้จากทั่วโลก รวมถึงตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ไฮบริดและเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าก่อนขึ้นรถ พร้อมด้วยกล้องมองภาพขณะถอยหลังมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

นอกจากที่ห้องโดยสารจะมีช่อง USB สำหรับเชื่อมต่อและการชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ เป็นจำนวนมากแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกด้วยแป้น Wireless Charging บริเวณช่องเก็บของ รวมถึงไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร Ambient Lighting ปรับเปลี่ยนได้ 64 สี

ด้านระบบความปลอดภัยของรุ่น Avantgarde ก็มีให้แบบครบๆ ทั้งระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ Active Brake Assist ที่สามารถชะลอความเร็วตัวรถได้อัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้คันหน้ามากจนเกินไป, ระบบเบรก Adaptive Brake พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ไฟเบรกกะพริบฉุกเฉิน Adaptive Brake Light, ระบบเตือนแรงดันลมยาง, ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Attention Assist), เซ็นเซอร์ช่วยจอดรอบคัน (Parktronic) และระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Parking Pilot w. Active Parking Assist)

ขณะที่ระบบความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ได้แก่ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่นจำกัดความเร็ว SPEEDTRONIC, ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS, ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้า, ม่านถุงลมนิรภัย 4 ตำแหน่ง และถุงลมนิรภัยบริเวณหัวเข่า เป็นต้น

 

เครื่องยนต์

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด EQ Power ของ Mercedes-Benz E 300 e ถูกพัฒนาต่อมาจาก E 350 e ให้มีพละกำลังเพิ่มมากขึ้น ทำงานคู่กันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ให้กำลังรวมทั้งระบบสูงสุดอยู่ที่ 320 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

พละกำลังมหาศาลดังกล่าวส่งผลให้ E 300 e Avantgarde เคลมอัตราเร่งไว้ที่ 5.7 วินาที เร็วกว่า E 350 e เดิมอยู่ถึง 0.5 วินาทีเต็ม ขณะที่ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 250 กม./ชม. และสามารถขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็วสูงสุด 130 กม./ชม. หากเกินกว่านั้น เครื่องยนต์จะถูกกระตุ้นการทำงานเพื่อเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โหมดการขับขี่ยังคงมีให้เลือกทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่ HYBRID ซึ่งเป็นโหมดที่ใช้ในการขับขี่ทั่วไป โดยหากมีการชาร์จไฟทิ้งไว้ล่วงหน้า ระบบจะเริ่มขับขี่โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ก่อน จากนั้นเมื่อแบตเตอรี่ต่ำกว่า 10% ก็จะเป็นการสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าในรูปแบบไฮบริด ส่วนโหมด E-MODE จะเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าล้วน เหมาะสำหรับขับขี่ไปยังพื้นที่ที่ต้องการความเงียบเป็นพิเศษ แต่หากผู้ขับขี่กดแป้นคันเร่งลึกกว่าที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่างเช่นในกรณีเร่งแซงกระชั้นชิด หรือต้องการพละกำลังมากเป็นพิเศษ เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นเพื่อเสริมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ

ขณะที่โหมด E-SAVE จะเป็นการรักษาปริมาณแบตเตอรี่ในขณะนั้น เพื่อเก็บไว้สำหรับใช้ในกรณีใดๆ ก็ตามในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานในรูปแบบไฮบริดในทันทีที่เลือกโหมดนี้ และสุดท้ายคือโหมด CHARGE จะช่วยให้เครื่องยนต์ติดอยู่ตลอดเวลาเพื่อชาร์จพลังงานกลับไปยังแบตเตอรี่

 

การขับขี่

ก่อนหน้านี้ผมได้มีโอกาสทดลองขับ Mercedes-Benz C 300 e ที่ใช้เครื่องยนต์และเกียร์ชุดเดียวกันกับ E 300 e ซึ่งให้ความแรงราวกับม้าพยศที่พร้อมจะให้ล้อคู่หลังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดได้ทุกครั้งที่กดคันเร่งแบบจมมิด แต่ผมกลับรู้สึกว่าเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบล็อกนี้เหมาะสมกับ E 300 e ที่มีขนาดตัวถังใหญ่และน้ำหนักมากกว่าเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากมันเปลี่ยนบุคลิกไปเป็นคุณชายใจดี ไร้พิษภัย แต่ก็มีพละกำลังมากพอที่จะฟัดเหวี่ยงได้ทุกเมื่อ

ผมได้ครอบครอง E 300 e คันนี้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ จึงไม่มีโอกาสทดลองวัดอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ให้เป็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่กระนั้น ผมก็รู้สึกได้ถึงความกระฉับกระเฉงตั้งแต่เริ่มกดคันเร่ง จากนั้นแรงบิดจะไหลมาเทมาชนิดไม่เกรงใจใคร จนคุณสามารถแตะความเร็ว 100 กม./ชม. ได้เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น กว่าจะรู้ตัวอีกคือตอนที่คุณเห็นฝูงรถและมอเตอร์ไซค์อยู่บนกระจกหลัง ทั้งๆ ที่เพิ่งติดไฟแดงด้วยกันเมื่อไม่กี่วินาทีที่ผ่านมานี้เอง

แต่ในสภาพการใช้งานตามปกตินั้น ตัวรถจะออกตัวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าก่อนเสมอ จากนั้นเครื่องยนต์จึงจะติดขึ้นเพื่อเสริมพละกำลัง (ในกรณีที่วิ่งด้วยไฟฟ้าจนกระทั่งแบตเตอรี่ไฮบริดเหลือต่ำกว่า 10%) ซึ่งการตัดต่อกำลังทำได้นุ่มนวลดี แต่ที่นำรำคาญใจเล็กน้อยก็คือเสียงเครื่องยนต์ที่จะคอยติดๆ ดับๆ อยู่เสมอตามสไตล์รถไฮบริดนั่นแหละ

ผมเดินทางออกจากกรุงเทพมหานครเพื่อมุ่งหน้าไปยังเขาใหญ่ อ.ปากช่อง โดยใช้เส้นทางพหลโยธินที่หลายคนคุ้นเคยดี นอกจากที่เครื่องยนต์จะให้พละกำลังแรงเหลือเฟือแล้ว ช่วงล่างยังถูกเซ็ตมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ อยู่กึ่งกลางระหว่างความนุ่มนวลและความกระฉับกระเฉง จริงอยู่ที่ช่วงล่างของ E 300 e ไม่ใช่ถุงลมไฟฟ้า AIRMATIC แบบ E 350 e ซึ่งโดดเด่นในด้านความนุ่มนวลชวนฝัน แต่ช่วงล่างโช้คอัพและสปริงธรรมดาๆ ชุดนี้ก็ให้ความนุ่มนวลเพียงพอแล้ว แถมยังไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาแสนแพงหลังหมดระยะรับประกันอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืม คือ E 300 e มาพร้อมกับยางรันแฟลตจากโรงงาน ซึ่งช่วยให้คุณสามารถขับขี่ต่อไปได้อีกสักระยะหลังจากที่ลมรั่วออกไปหมดแล้วก็จริง แต่ก็แลกมากับแก้มยางที่แข็งกว่าปกติด้วยเช่นกัน ดังนั้น หากถึงเวลาเปลี่ยนยางชุดใหม่ การหันไปใช้ยางที่เน้นความนุ่มเงียบก็ดูเป็นทางเลือกที่ดี แถมยังให้ตัวรถนุ่มนวลขึ้นด้วย เพียงแต่ต้องระวังว่ารถรุ่นนี้ไม่มียางอะไหล่ให้เปลี่ยน จะไปไหนก็อย่าลืมติดบัตรเครดิตที่มีบริการยกรถฟรีไว้หน่อยก็แล้วกัน หรือจะหาชุดปะยางฉุกเฉินติดรถไว้ก็ได้

อัตราทดพวงมาลัยของ E 300 e Avantgarde ถูกเซ็ตมาเพื่อเพิ่มความคล่องตัวเป็นพิเศษ การขับขี่ลัดเลาะในเมืองสามารถทำได้ง่าย กระฉับกระเฉง จนผมเองคิดว่ากำลังขับ C-Class อยู่ด้วยซ้ำไป แต่การขับขี่ทางไกลก็ให้ความผ่อนคลายไม่แพ้กัน เนื่องจากน้ำหนักพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้นตามความเร็วของรถโดยอัตโนมัติ ต่างจากพวงมาลัยของรถบางคันที่ให้ความแม่นยำสูงก็จริง แต่ก็ต้องคอยประคองพวงมาลัยไม่ให้เบี่ยงลงข้างทางอยู่ตลอด ยิ่งถ้าเทียบกับพวงมาลัยของ W212 เดิมด้วยแล้วล่ะก็ ผมถือว่าเมอเซเดส-เบนซ์ทำได้ดีขึ้นชนิดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว

 

สรุป

Mercedes-Benz E 300 e ใหม่ ถือเป็นการพัฒนาขึ้นจาก E 350 e ทั้งด้านความแรงและความประหยัด แถมคุณน่าจะได้ราคาพิเศษที่สุดเท่าที่แต่ละโชว์รูมจะให้ได้ก่อนโฉมเฟซลิฟต์จะถูกเปิดตัวในอีกไม่ช้านี้ ขณะที่เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด EQ Power ก็ถือเป็นลูกผสมระหว่างรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากจะขับขี่ด้วยไฟฟ้าได้เป็นระยะทางมากพอที่จะให้คุณไปถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องใช้น้ำมันแล้วนั้น คุณยังไม่ต้องกังวลปัญหาที่ชาร์จไฟหากจะนำรถคันนี้ไปต่างจังหวัดอีกด้วย

ราคาจำหน่าย Mercedes-Benz E 300 e Avantgarde อยู่ที่ 2,900,000 บาท