รีวิว All-new Nissan Almera 2020 ใหม่ คุ้มกว่านี้จะหาได้จากไหนอีก?

50259
0

All-new Nissan Almera 2020 ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และได้กลายเป็นรถยนต์ที่น่าจับตามองที่สุดในกลุ่มอีโคคาร์และ B-segment ไปในทันที ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูโดดเด่น, เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร, ออปชั่นที่แน่นเอี๊ยดเต็มคัน แถมยังคุ้มค่าด้วยราคาจำหน่ายรุ่นท็อปเพียง 6 แสนบาทต้นเท่านั้น แม้ว่าผมจะไม่ได้แฟนอีโคคาร์เท่าไหร่นัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ารถคันนี้ดึงดูดความสนใจได้มากทีเดียว

Nissan Almera 2020 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 5 รุ่นย่อยในประเทศไทย ประกอบด้วย S, E, EL, V และ VL โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 499,000 บาท ไปจนถึง 639,000 บาท โดยทุกรุ่นมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบเทอร์โบ 1.0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ให้อัตราสิ้นเปลือง 23.3 กม./ลิตร ตามมาตรฐานอีโคคาร์เฟส 2 จนผมเชื่อว่าลูกค้าอัลเมร่ารุ่นแรกที่เพิ่งซื้อไปได้ไม่นานนั้น จะต้องรู้สึกเสียดายไม่มากก็น้อยทีเดียวล่ะ

 

ภายนอก

ดีไซน์ภายนอกของ Nissan Almera 2020 ใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปเริ่มกลับมามองแบรนด์นิสสันไม่น้อย เพราะงานดีไซน์ของอัลเมร่ารุ่นเดิมที่ดูไม่เอาไหนเสียเลย มาคราวนี้ถูกออกแบบให้ดูมีบุคลิกชัดเจน เน้นความโฉบเฉี่ยวและดูเฉียบคม มีคาแรคเตอร์เด่นชัด และยังดูกลมกลืนไปกับรุ่นใหญ่อย่าง Sentra/Sylphy โฉมใหม่ หรือกระทั่งรุ่นใหญ่อย่าง Altima และ Maxima ในตลาดอเมริกาด้วย

สำหรับรุ่นที่เราได้มีโอกาสทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น VL ที่มีอุปกรณ์มาตรฐานครบครันที่สุด มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED รับกับกระจังหน้าทรง V-Motion สีดำเอกลักษณ์ของนิสสัน แต่น่าเสียดายที่ไฟหน้าของอัลเมร่าไม่มีไฟส่องสว่างเวลากลางวันมาให้แม้แต่รุ่นเดิม จะมีก็เพียงแต่ไฟหรี่ทรงบูมเมอแรงที่นิสสันเรียกว่า LED Signature Light เท่านั้น มิเช่นนั้นแล้วจะดูสวยงามมากขึ้นกว่านี้อีก

กระจกมองข้างถูกออกแบบให้มีฐานยื่นมาจากประตูแทนการติดตั้งไว้ในกรอบประตูแบบรุ่นที่แล้ว โดยรุ่น VL มาพร้อมระบบปรับ-พับด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยวด้านข้าง ขณะที่เสา C-pillar ถูกตกแต่งด้วยแผงสีดำที่ลากยาวมาจากขอบประตูในลักษณะ “Floating roof” ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบของนิสสันรุ่นใหม่ๆ ส่วนไฟท้ายเป็นแบบ LED Signature Light พร้อมไฟเบรกแบบ LED ทุกรุ่น

หากสังเกตใกล้ๆ จะเห็นว่านิสสันพยายามใส่ความเป็นสปอร์ตเข้าไปบริเวณกันชนท้าย ด้วยการตกแต่งลวดลายแบบคาร์บอน พร้อมทั้งออกแบบกันชนให้มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์อีกด้วย แต่ก็อย่าไปหวังผลในด้านแอโรไดนามิกใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมันถูกตกแต่งเพื่อความสวยงามเท่านั้น

ในรุ่น EL, V และ VL ถูกติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบ ส่วนรุ่น S และ E จะเป็นล้อกระทะขนาด 15 นิ้ว และมีฝาครอบล้อเฉพาะรุ่น E เท่านั้น ส่วนล้อสีทูโทนแบบกลึงเงาขนาด 16 นิ้ว ก็มีให้เลือกเช่นกัน แต่วางจำหน่ายแยกในฐานะชุดแต่งเพิ่มเติมจากดีลเลอร์แทน

 

ภายใน

ไม่เพียงแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูลงตัวขึ้น แต่ห้องโดยสารของ Almera ใหม่ ก็ดูสวยงามน่าใช้มากกว่าเดิมเช่นกัน โดยในรุ่น VL (รวมไปถึงรุ่น V และ EL) จะถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำตัดกับขอบเบาะนั่งสีเทา ขณะที่รุ่น VL และ V จะเสริมด้วยแผงคอนโซลตกแต่งด้วยวัสดุหนังสีเทา ช่วยให้ห้องโดยสารดูมีลูกเล่นมากยิ่งขึ้น

กลไกปรับเบาะนั่งสูง-ต่ำมีให้เฉพาะเบาะนั่งผู้ขับขี่เท่านั้น ส่วนเบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารปรับได้ 4 ทิศทางตามปกติ ทั้งคู่มีพนักพิงศีรษะปรับสูง-ต่ำได้ โดยเบาะนั่งคู่หน้าให้การซัพพอร์ตแผ่นหลังพอประมาณ แม้ว่าพนักพิงเองจะค่อนข้างเล็กไปเสียหน่อย แต่ก็อยู่ในระดับเดียวกับคู่แข่งหลายๆ รุ่น ไม่ได้ถึงกับน่าเกลียดอะไรนัก แถมยังมีขนาดเบาะรองสะโพกยาวกว่า ฮอนด้า ซิตี้ ด้วยซ้ำไป ช่วยรองรับต้นขาได้ดีกว่าอยู่นิดหน่อย

เบาะนั่งด้านหลังของ Almera มีการลดตำแหน่งตัวเบาะให้ต่ำลงกว่ารุ่นที่แล้ว ส่งผลให้มีพื้นที่เหนือศีรษะเหลือพอประมาณ แม้ว่าแนวหลังคาจะถูกออกแบบให้ลาดเทกว่ารุ่นเดิมก็ตาม ขณะที่พื้นที่วางขาต้องยอมรับว่าคับแคบกว่า ฮอนด้า ซิตี้ อยู่เล็กน้อย แต่ก็กว้างกว่าที่พบใน มาสด้า 2 อย่างชัดเจน เอาเป็นว่าหากผู้โดยสารด้านหลังมีรูปร่างปกติตามมาตรฐานชายไทย หญิงไทย ก็ไม่น่ามีเสียงบ่นอะไรกับเบาะหลังของอัลเมร่า

พวงมาลัยแบบ 3 ก้านหุ้มหนัง (เฉพาะรุ่น VL) ถูกยกมาจากรุ่น Note โดยมีลักษณะเป็นแบบ D-shape เพื่อเพิ่มพื้นที่เหนือหน้าตัก สามารถปรับระดับขึ้น-ลง และเข้า-ออกได้ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและจอแสดงข้อมูลการขับขี่ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีระบบ Cruise Control มาให้แม้แต่รุ่นเดียว แผงทางด้านขวามือของพวงมาลัยจึงดูโล้นๆ ไปเสียหน่อย

จุดเด่นอีกอย่างของ Almera ก็คือ มาตรวัดแบบดิจิตอล Fine Vision Meter แบบสีขนาด 7 นิ้ว ที่ใช้สำหรับแสดงรอบเครื่องยนต์ หรือสลับไปแสดงข้อมูลอื่นๆ ได้ โดยมีให้เลือกทั้งรุ่น VL และ V ขณะที่รุ่น EL ลงมาจะเป็นมาตรวัดแบบอนาล็อกพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ MID ไปแทน ซึ่งหน้าจอแบบดิจิตอลของอัลเมร่าให้การแสดงผลที่ชัดเจน อ่านง่าย เช่นเดียวกับที่ผมเคยสัมผัสใน Leaf มาก่อนหน้านี้

ด้านระบบความบันเทิงเป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว Nissan Connect ที่สามารถเชื่อมต่อเพื่อใช้งาน Apple CarPlay ได้ (ซึ่งจริงๆ แล้วก็สามารถใช้งาน Android Auto สำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่รองรับอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเท่านั้น) โดยเครื่องเสียงชุดนี้ยังรองรับ Bluetooth พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB/AUX พร้อมลำโพงทั้งหมด 6 ตำแหน่ง

ด้านอินเตอร์เฟสของระบบอินโฟเทนเมนท์ใน Almera ใหม่ มีหน้าตาที่ดูสวยงาม ใช้ง่าย เนื่องจากปุ่มบนหน้าจอมีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ชัดเจน อีกทั้งยังมีปุ่มทางลัดต่างๆ เพื่อเข้าสู่ฟังก์ชั่นที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งผมชื่นชอบการทำงานในลักษณะนี้มากกว่าการพึ่งหน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียว

จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของรุ่น VL และ V คือ ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) พร้อมระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection) โดยอาศัยภาพจากกล้องรอบคันนี้ แม้ว่ามุมมองภาพแบบ Bird eye view จะดูไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควรจนทำให้กะระยะค่อนข้างยาก แต่มีไว้ก็ย่อมดีกว่าไม่มีอยู่แล้วจริงไหม?

อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ก็มีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ, กุญแจรีโมทอัจฉริยะ i-Key พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์, ไฟอ่านแผนที่, กระจกแต่งหน้าบริเวณแผงบังแดดทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร และช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ 1 ตำแหน่ง (รุ่น S และ E มีช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ให้ 2 ตำแหน่ง)

ด้านระบบความปลอดภัยของทุกรุ่นย่อยประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD, ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ VDC และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA ขณะที่รุ่น EL ขึ้นมาจะถูกเสริมด้วยระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า Intelligent Forward Collision Warning (IFCW) และระบบช่วยเบรกอัจฉริยะที่สามารถตรวจจับทั้งบุคคลและรถยนต์ Intelligent Emergency Braking (IEB) มาให้ด้วย

ส่วนรุ่น V จะถูกเสริมด้วยกล้องมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) และระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน Moving Object Detection (MOD) มาให้ และรุ่น VL ท็อปสุดถูกเพิ่มด้วยถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้า, ม่านถุงลมนิรภัย, ระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning System (BSW) และระบบตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอยรถ Rear Cross Traffic Alert (RCTA)

 

เครื่องยนต์

ด้านขุมพลังของ Nissan Almera ใหม่ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน DOHC ไดเร็คอินเจคชั่น แบบ 3 สูบ ความจุ 1.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 152 นิวตัน-เมตร ที่ 2,400-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT เท่านั้น พร้อมระบบช่วยดับเครื่องยนต์ขณะหยุดนิ่ง Idling Stop เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัทอิสระพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมพร้อมเหล็กกันโคลง พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์แบบมีช่องระบายความร้อน ด้านหลังแบบดรัมเบรกเหมือนกันทุกรุ่นย่อย

 

การขับขี่

ในด้านการขับขี่นั้น เครื่องยนต์ของอัลเมร่าไม่ได้มีแรงดึงมากเท่ากับที่พบในซิตี้เทอร์โบอย่างแน่นอน เพราะช่วงออกตัวกลับรู้สึกอืดกว่าที่คิดเอาไว้แม้ว่าจะกดคันเร่งแบบจมมิดแล้วก็ตาม เหมือนกับเครื่องยนต์ยังคงอั้นเทอร์โบเอาไว้ในช่วงตีนต้น (จนผมเองยังรู้สึกแปลกใจว่าแรงบิดสูงสุดมาตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ 2,400 รอบต่อนาทีจริงหรือ?) แต่กระนั้น หากเทียบกับเครื่องยนต์ 3 สูบ 1.2 ลิตรเดิมของ Almera และ March ต้องบอกว่ากระฉับกระเฉงขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับลักษณะการทำงานของเกียร๋ซีวีทีที่ไหลลื่น ทำให้รถคันนี้มีแรงอย่างต่อเนื่อง

หากว่ากันตามตรงนั้น สมรรถนะของ Almera เครื่องยนต์ 1.0 ลิตรเทอร์โบ ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก มันตอบสนองต่อน้ำหนักเท้าได้อย่างที่ควรจะเป็นตามสเปกชีท เพียงแต่เจอคู่แข่งอย่าง ซิตี้ เทอร์โบ ที่ต้องยอมรับว่าทำการบ้านในเรื่องเครื่องยนต์มาได้ดีกว่า ถึงกระนั้น หากมองในเรื่องออปชั่นและรูปลักษณ์ บอกได้เต็มปากเลยว่าอัลเมร่า “กินขาด”

ในทางกลับกัน จังหวะขึ้นเขาของอัลเมร่าก็มีแรงบิดให้เล่นอยู่พอประมาณ ไม่จำเป็นต้องลากรอบโหดๆ เหมือนกับรุ่นที่แล้ว หากกดคันเร่งเพียงครึ่งก็พอที่จะพาให้รถคันนี้ขึ้นเนินชันได้อย่างสบายๆ ซึ่งนี่คือข้อดีของการหันไปใช้เครื่องยนต์แบบเทอร์โบ เอาเป็นว่าหากคุณคุ้นเคยกับอีโคคาร์เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร หรือรถซับคอมแพ็คเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรมาก่อนหน้านี้แล้วล่ะก็หายห่วงได้เลยครับ เพราะรถคันนี้มีเรี่ยวแรงมากกว่าชัดเจน พอที่จะพาคุณขึ้นเหนือล่องใต้อย่างสบายใจ

ช่วงล่างของ Almera ให้ความรู้สึกติดแข็งกว่าซิตี้อยู่เล็กน้อย การขับรูดผ่านพื้นผิวที่เป็นลอนหรือขรุขระจะส่งแรงสะเทือนเข้ามายังห้องโดยสารได้ชัดเจนกว่า ขณะที่การใช้ความเร็วสูงก็ให้ความรู้สึกมั่นคงกว่ารุ่นเดิมแบบไม่ต้องสืบ แต่กระนั้น ยาง Bridgestone Ecopia EP 150 ขนาด 195/65 ก็ยังมีอาการแถออกให้เห็นอยู่ตลอดเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หากใจรักจะซิ่งกันจริงๆ ควรถอดยางติดโรงงานเปลี่ยนเป็นยางที่ดีกว่านี้ จะช่วยแก้ปัญหาการยึดเกาะถนนได้ดีกว่านี้มาก แต่หากคุณไม่ใช่คนขับซิ่งอะไร วิ่งเต็มที่ก็ 100 กม./ชม. แค่นี้ก็อาจจะเพียงพอแล้ว

ด้านการเก็บเสียงทำได้ดีกว่าเดิมเช่นกัน โดยเสียงจากพื้นถนนและเครื่องยนต์เงียบลงกว่ารุ่นที่แล้ว แต่เสียงเครื่องยนต์ยังคงพอเล็ดลอดเข้ามาให้ได้ยินบ้าง ซึ่งเป็นสุ้มเสียงที่ไม่ค่อยน่าพิศมัยเท่ากับซิตี้เทอร์โบ ขณะที่เสียงกระแสลมไหลผ่านด้านข้างก็พอมีให้ได้ยินเช่นกันเมื่อใช้ความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม. ขึ้นไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ ไม่ถึงกับเป็นปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น

แต่สิ่งที่ผมเองรู้สึกไม่ชอบอย่างหนึ่ง ก็คือ พวงมาลัยที่ดูจะไร้การตอบสนองไปเสียหน่อย มันมีอาการทื่อในขณะเล่นโค้งให้เห็นอยู่พอประมาณ แม้ว่าจะถูกเซ็ตให้มีความไวขึ้นแล้วก็ตาม แต่กระนั้น มันก็เป็นพวงมาลัยที่ขับสบายในทางตรงระยะไกล

 

สรุป

คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ All-new Nissan Almera ใหม่ จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ All-new Honda City Turbo แม้ว่าพื้นฐานของทั้งสองรุ่นจะใช้เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ ขนาด 1.0 ลิตรเท่ากัน แต่การตอบสนองในด้านอัตราเร่งและสมรรถนะเครื่องยนต์ของซิตี้ ดีกว่าอัลเมร่าอย่างชัดเจน ขณะที่ช่วงล่างของซิตี้ก็ให้ความรู้สึกเหนือกว่าอยู่พอประมาณด้วยเช่นกัน

แต่นั้นก็เป็นข้อได้เปรียบเพียงไม่กี่ข้อของซิตี้ เนื่องจากอัลเมร่ากลับได้เปรียบในด้านอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ที่มีมาให้อย่างครบครัน รวมถึงอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นสูง และรูปลักษณ์ทั้งภายนอก-ภายในที่ผมรู้สึกเอนเอียงไปทางอัลเมร่าเสียมากกว่า อีกทั้งยังมีราคาจำหน่ายรุ่นท็อปสุดถูกกว่าถึง 1 แสนบาทถ้วน
แบบนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณผู้อ่านแล้วล่ะครับว่าจะรักใครชอบใครมากกว่ากัน

ราคาจำหน่าย All-new Nissan Almera 2020 ใหม่ ประกอบด้วย

– รุ่น S ราคา 499,000 บาท
– รุ่น E ราคา 509,000 บาท
– รุ่น EL ราคา 559,000 บาท
– รุ่น V ราคา 599,000 บาท
– รุ่น VL ราคา 639,000 บาท (รุ่นที่ใช้ในการทดสอบ)