รีวิว MG ZS 2020 รุ่น X+ คุ้มที่สุดในราคาไม่เกิน 8 แสนบาท

7217
0

รีวิว MG ZS 2020 รุ่น X+ ครอสโอเวอร์ที่ประสบความสำเร็จรุ่นหนึ่งของเมืองไทย การมาคราวนี้เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหลายจุด และที่น่าชื่นชมคงหนีไม่พ้นราคาจำหน่ายรุ่นสูงสุดไม่เกิน 8 แสนบาท 

เมื่อไม่กี่เดือนก่อนทางเอ็มจี ประเทศไทย เคยส่งข่าวแถลงความสำเร็จของ MG ZS อันเป็น B-SUV โฉมแรกภายใต้ชายคา ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการรถอเนกประสงค์บ้านเรา มีลูกค้าหน้าใหม่ให้การสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยหากนับจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี 2017 บัดนี้ ยอดขายเมื่อเดือนมกราคาที่ผ่านมาสะสมมากเกิน 3 หมื่นคันไปเรียบร้อยแล้ว

อาจเรียกได้ว่าครอสโอเวอร์คันนี้ของเอ็มจีเป็นตัวชูโรงหลัก ที่สร้างแบรนด์ให้คนทั่วไปรู้จักและได้เข้ามาเป็นลูกค้า ส่งผลให้พวกเขาต้องเอาใจแฟนๆ ที่รอคอย ด้วยการเปิดตัว MG ZS 2020 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนได้เสียงตอบรับจากลูกค้าเดิม ตลอดจนผู้บริโภคส่วนใหญ่ไปในทิศทางบวก

สำหรับสิ่งที่ทุกคนอยากรู้มากที่สุดเกี่ยวกับอเนกประสงค์คันนี้หนีไม่พ้นการรีวิวทดลองขับ ซึ่งทีมงาน TopGear Thailand มีโอกาสได้ทดสอบรถบนเส้นทางไม่สั้นไม่ยาว แต่ได้เรียนรู้ทุกแง่มุมของ ZS 2020 มาไว้อธิบายถ่ายทอดสู่คุณผู้อ่านแบบครบถ้วนทุกประเด็น ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่ในบทความเบื้องล่างนี้

ภายนอก

ความสวยงามนั้นแท้จริงแล้วเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ซึ่งเรามองว่าหน้าตาด้านหน้าของ ZS ใหม่ ที่ได้เปลี่ยนกระจังหน้าเน้นสไตล์สปอร์ตมากขึ้น ยิ่งเมื่อมีไฟหน้าโปรเจคเตอร์แอลอีดีรูปแบบใหม่ (ทุกรุ่นย่อย) ทำให้รถดูมีระดับไม่แพ้ตัวเลือกที่มีราคาแพงกว่าหลายแสนบาท

เดินวนถัดมาด้านข้างพบกับเส้นสายที่ผู้ผลิตระบุว่านี่คือสไตล์อังกฤษโดยแท้ ในส่วนล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตสีทูโทนขนาด 17 นิ้ว (รุ่น C+ กับ D+ ให้ล้อ 16 นิ้ว) ผสมลงตัวเข้ากันดีกับภาพรวมรถทั้งคัน และจบด้วยไฟท้ายแอลอีดีรูปแบบใหม่ที่สวยจับตายิ่งขึ้น

ส่วนอุปกรณ์เสริมลุคอื่นๆ อย่างราวหลังคากับไฟตัดหมอกหน้ามีให้ในรุ่น D+ กับ X+ ส่วนหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ กับระบบเปิดปิดไฟหน้าอัตโนมัติมีให้เฉพาะรุ่น X+ เท่านั้น และการเปิดประตูท้ายรถทุกรุ่นต้องทำด้วยแรงคน แต่ก็สามารถไปติดตั้งระบบเปิดปิดด้วยไฟฟ้าทีหลังได้

ภายใน

ห้องโดยสารภายในของ ZS โฉมใหม่ เรียกว่าเปลี่ยนไปมากในหลายส่วน เริ่มจากแผงคอนโซลหน้าหุ้มด้วยวัสดุสัมผัสนุ่มบริเวณด้านบน กับหนังหุ้มบนทริมตกแต่งตามจุดต่างๆ ตั้งแต่คอนโซลไปจนถึงแผงประตู ขณะเดียวกัน มีการสลับสีตกแต่งภายในที่จากรุ่นก่อนหน้าด้านบนจะเป็นหนังสีน้ำตาลด้านล่างสีดำ แต่คราวนี้ปรับตรงกันข้ามทั้งหมดเพื่อลดแสงสะท้อนที่อาจเข้าตาผู้ขับขี่ในเวลากลางวัน

ต่อมาที่เด่นไม่แพ้กันก็คือการอัพขนาดจอสัมผัสจากเดิม 8 นิ้ว ขึ้นมาเป็น 10 นิ้ว (แบบเดียวกับ HS) ให้การตอบสนองรวดเร็วเมื่อใช้งาน ต่ำมาอีกนิดเป็นปุ่มระบบปรับอากาศดูดีขึ้น ต่างจากแบบเดิมที่ต้องหมุนด้วยมือ ทว่ายังใช้เป็นแบบธรรมดามิใช่ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแต่อย่างใด

ในประเด็นความสบายนั้นถูกยกเครื่องให้ทัดเทียมรุ่นพี่ประจำ หรือเทียบกับคู่แข่งคันอื่นได้สบายๆ เพราะมีการติดตั้งเบาะผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง (เฉพาะรุ่น X+) กับที่พักแขนด้านหน้า หลังจากที่โมเดลก่อนถูกลูกค้าหลายคนแนะนำให้ใส่มาในรุ่นปรับโฉม ซึ่งการปรับหาตำแหน่งนั่งขับขี่ทำได้ค่อนข้างสะดวก แม้ว่าพวงมาลัยจะปรับได้แค่สูงต่ำก็ตามที

จุดที่เราเห็นแล้วชอบใจมากบนรถโฉมนี้ก็คือหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะขนาด 7 นิ้ว ที่มีรูปแบบตัวชี้วัดรอบเครื่องกับความเร็วอันทันสมัย สามารถโชว์ข้อมูลสำคัญประจำรถได้ครบถ้วน อาทิ ความดันลมยาง ระยะทางกับอัตราสิ้นเปลือง และอื่นๆ ถัดมาเป็นอินโฟเทนเมนท์ที่ใส่ทั้งระบบ i-SMART ของเล่นประจำแบรนด์ กับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay กับ Android Auto ตามยุคสมัย ซึ่งส่วนตัวขอเลือกเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟนมากกว่าระบบของติดรถ

อีกสิ่งที่เพิ่มเข้ามาเป็นจุดเด่นประจำรถโฉมล่าสุด ได้แก่ ระบบเบรกมือไฟฟ้ากับระบบช่วยเหยียบเบรกอัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง ซึ่งมีติดตั้งมาให้ครบทุกรุ่นย่อย จุดนี้เหนือกว่ารถในระดับราคาไม่เกิน 8 แสนบาททุกรุ่นทุกยี่ห้อในตลาด และมีระบบควบคุมความเร็ว Cruise Control พร้อมระบบจำกัดความเร็วมาให้อีกต่างหาก

ประเด็นความปลอดภัยจัดเต็มมาอีกเช่นกัน โดยมีถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง กับระบบช่วยเบรก ระบบควบคุมการทรงตัว  ฯลฯ เหล่านี้มีใส่มาตรฐานทุกระดับ ส่วนกล้องมองภาพรอบคันมีเฉพาะรุ่น X+ รุ่นอื่นใส่กล้องมองหลังให้มา ซึ่งจากการใช้งานจริงพบว่าภาพที่โชว์บนจอกลางนั้นไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควร ทำได้เพียงไว้ช่วยในการคาดคะเนระยะห่างกับวัตถุรอบรถ หากเป็นกลางคืนคิดว่าควรพึ่งพากระจกมองข้างแบบเดิมจะดีที่สุด

เครื่องยนต์

ขอแสดงความเสียใจกับแฟนเอ็มจีที่ได้ส่งแรงภาวนาให้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.3 ลิตร 163 แรงม้า กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเข้าไทย เพราะ ZS โฉมไมเนอร์เชนจ์ทุกรุ่น ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด ลูกใหม่ พร้อม Manual Mode อันเป็นขุมพลังบล็อกเดิมจากโมเดลก่อนหน้า

นอกจากนี้ พื้นฐานระบบกันสะเทือนยังคงใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแทคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง กับช่วงล่างหลังแบบทอร์ชันบีม ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน ด้านหลังดิสก์เบรกปกติ

การขับขี่

บอกก่อนว่ากิจกรรมการทดลองขับ ZS โฉมใหม่ครั้งนี้ ทดสอบในระยะทางสั้นเพียง 112 กม. สตาร์ทจาก MG Driving Experience Centre ย่านถนนศรีนครินทร์มุ่งหน้าสู่จุดพักรถในปั้มน้ำมันแถบจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเส้นทางเกือบทั้งหมดเป็นเส้นตรงมีทางโค้งเล็กน้อย ผ่านทางด่วนบูรพาวิถีกับมอเตอร์เวย์หมายเลข 9 จากนั้นจึงวนกลับมายังจุดเริ่มต้น

การขับขี่ในความเร็วต่ำทำได้ราบรื่นมากกว่าโฉมก่อน โดยชุดเกียร์อัตโนมัติ CVT ถ่ายทอดกำลังได้ทันใจสอดคล้องกับการกดคันเร่ง อาการรอรอบลดน้อยลงอย่างมาก ใครที่กลัวว่าขับแล้วจะรู้สึกรำคาญจากอาการรถพุ่งเกินไป ขอบอกว่าไม่ต้องกังวลว่าจะเจอบน ZS ใหม่

เมื่อเริ่มใช้ความเร็วเพิ่มย่าน 40-80 กม./ชม. ลัดเลาะผ่านสภาพการจราจรอันหนาแน่นในเมืองหลวง การกดคันเร่งครึ่งเดียวเพียงเสี้ยววินาทีชุดเกียร์จะปรับอัตราทด เพื่อเรียกกำลังแรงบิดให้หลั่งไหลมาเพื่อเพิ่มความเร็วได้ทันใจกว่าตอนใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ลูกเก่าอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งพอเข้าสู่การทำความเร็วเพื่อเดินทางไกลระดับ 80-120 กม./ชม. นับว่าอารมณ์การขับขี่ของ ZS ไมเนอร์เชนจ์สัมผัสได้ถึงความกระฉับกระเฉงจากเครื่องที่ถูกรีดส่งผ่านเกียร์สู่ล้อ เราลองเร่งแซงในช่วงความเร็วดังกล่าว ผลที่ได้ออกมาสร้างความประทับใจในระดับที่คนทั่วไปจะยินดี

กรณีกดคันเร่งไปครึ่งหนึ่งชุดเกียร์ก็เรียกกำลังออกมาช่วงแซงได้ทันใจแล้ว แต่หากคิดว่าไม่พอก็กดคันเร่งย้ำลงไปอีก เสียงเครื่องจะคำรามดังพร้อมเขยิบรอบเพื่อเค้นกำลังม้ากำลังแรงบิดอีกหน่อย เรียกว่าหากเจอสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างแซง ผู้ขับขี่จะเอาตัวรอดออกมาได้ปลอดภัยกว่าโฉมก่อนมาก

อย่างไรก็ตาม ใครที่คาดหวังว่าตัวเลข 0-100 กม./ชม. จะเร็วกว่าโมเดลก่อนปรับโฉมมาก ตัวเลขที่จับได้จริงเร็วกว่าเพียงเล็กน้อย ทำได้อยู่ราว 15 วินาทีปลายๆ เมื่อปิดแอร์ แต่ถ้าเปิดแอร์ขับด้วยเงื่อนไขการใช้งานปกติ 18 วินาทีคือรหัสลับที่คุณจะได้พบเจอแน่นอน และหากใครถามว่าความเร็วสูงสุดเท่าไรนั้นบอกได้ว่าไม่ต่างจากรุ่นก่อน

ประเด็นอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงกลายเป็นว่าเกียร์ CVT 8 สปีด ลูกใหม่กลับซดน้ำมันมากกว่าเกียร์ 4 สปีด ลูกก่อนหน้า โดยตลอดระยะทางการขับขี่ใช้ความเร็วเฉลี่ย 63 กม./ชม. ตัวเลขเฉลี่ยโชว์ที่มาตรวัด 9.1 กม./ลิตร แต่ต้องบอกก่อนว่าเราขับขี่ใช้ความเร็วสูงสุดไปสองรอบ กับขับทดสอบแบบสไตล์คนเท้าหนักอยู่ช่วงหนึ่ง ผสมกับการขับรถติดๆ คลานตามในเมืองอีกสัก 20 นาที

จบหัวข้อเครื่องกับเกียร์ไปเราข้ามมาสู่อาการพวงมาลัยบ้าง โดยพื้นฐานจากรุ่นก่อนที่สามารถปรับน้ำหนักพวงมาลัยไฟฟ้า 3 แบบ อาทิ ในเมือง มาตรฐาน และสปอร์ต ยังมีให้มาในรุ่นใหม่เช่นกัน โดยโหมดในเมืองนั้นมีน้ำหนักการหมุนสุดเบาพอๆ กับอีโคคาร์รุ่นใหม่ในตลาด ซึ่งโฟกัสไปที่คุณผู้หญิงโดยเฉพาะ ถัดมาโหมดมาตรฐานพวงมาลัยจะมีความหนืดขึ้น การหักเลี้ยวหรือเปลี่ยนช่องจราจรทำได้น่าพอใจไม่เบาหรือหนักเกินไป

ส่วนโหมดสปอร์ตนั้นรู้สึกว่าขับในเมืองจะหนืดหนักเป็นพิเศษ คนขับรถทั่วไปอาจไม่ค่อยชอบอกชอบใจเท่าใด แต่สำหรับเราแล้วการใช้โหมดนี้ในระหว่างเดินทาง ทำให้การขับขี่ด้วยความเร็วสูงมีความปลอดภัยมั่นใจยิ่งขึ้น แม้ว่าจะหนักพร้อมกับรถวิ่งทิศทางตรงโดยไม่โฉบไปซ้ายขวา แต่การหักเปลี่ยนเลนทำได้เฉียบคมในระดับที่ครอสโอเวอร์คันหนึ่งควรทำได้ จุดนี้สายมุดบนทางด่วนคงรู้สึกชอบใจเมื่อได้ขับ และบางทีแอบคิดไปไกลว่าถ้าได้เครื่องเทอร์โบคงสนุกกว่านี้ไม่น้อย

ช่วงล่างนั้นมีการปรับจูนให้นุ่มนวลกว่าโฉมก่อน การซับแรงสะเทือนในทุกย่านความเร็วทำได้ลงตัว แต่ก็ต้องแลกกับอาการโยนตัวที่เพิ่มขึ้นอีกนิดระหว่างเข้าโค้ง รวมถึงขณะกระโดดคอสะพานด้วยความเร็ว ช่วงล่างสามารถเก็บตัวให้กลับมานิ่งดังเดิมได้ค่อนข้างเร็ว ไม่ได้ปรากฎอาการรถกระเด้งให้ต้องเสียวท้องแต่อย่างใด ทั้งนี้ ZS ใหม่ยังคงเป็นครอสโอเวอร์ที่ปรับตั้งค่าช่วงล่างได้แน่นหนึบ เอาใจผู้ขับขี่ทุกเพศวัยได้อย่างลงตัวในช่วงหัวแถวของตลาด

ด้านระบบห้ามล้อเมื่อขับขี่ภายในเมืองช่วงแรกอาจปรับตัวนิดหน่อย เพราะระยะ 20% แรกของแป้นเบรกมีความหยุ่นเท้ากดลงแล้วเบรกหน่วงความเร็วเพียงนิดหน่อย แต่เมื่อกดเพิ่มอีกนิดเดียวตัวรถจะถูกดูดลดความเร็วทันที ซึ่งหากขับมาด้วยความเร็วประมาณ 30-60 กม./ชม. แล้วต้องการเบรกให้นุ่มนวลจะต้องค่อยๆ เพิ่มแรงกด หากกดพรวดพราดโอกาสเบรกแล้วผู้โดยสารข้างๆ บ่นเกิดขึ้นได้แน่นอน

อย่างไรก็ดี เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วเดินทางไปจนถึงช่วงกำลังบ้าพลังบนทางด่วน ชุดเบรกดิสก์ 4 ล้อบน ZS ใหม่ ช่วยให้เราไม่ไปจูบท้ายรถคันอื่นบนถนนได้ดีมาก เพราะการเหยียบเบรกเพื่อให้รถหน่วงความเร็วลงมาอยู่ในระดับปลอดภัย ทำได้ค่อนข้างมั่นใจ แต่ก็ต้องระวังว่าถ้าใช้เบรกหนักมากบ่อยครั้งอาจทำให้มันลื่นได้เหมือนกัน

ปิดท้ายด้วยเรื่องการเก็บเสียงรบกวน ด้วยความที่รัดด้วยยางขอบ 17 นิ้ว ยี่ห้อ Yokohama รุ่น BluEarth เราได้ยินเสียงค่อนข้างชัดเจนเมื่อวิ่งผ่านถนนลาดยางที่มีเม็ดหินหยาบ และสภาพทางค่อนข้างเก่า แต่สำหรับถนนลาดยางคุณภาพปกติถึงใหม่ รวมถึงถนนคอนกรีตถือว่าทำได้อยู่ในเกณฑ์ดีตามมาตรฐาน

ด้านเสียงลมนั้นจัดว่าทำได้ดีเลยทีเดียว เพราะการขับขี่ด้วยความเร็วเกิน 120 กม./ชม. พบว่าเสียงลมไหลผ่านข้างตัวรถค่อนข้างเงียบกว่าเมื่อเทียบกับเสียงยางบดถนนที่ดังมาจากใต้ท้องรถ

สรุป

หากมีงบประมาณไม่เกิน 8 แสนบาท แล้วอยากได้เอสยูวีไว้ใช้งานได้ครบถ้วนทุกฟังก์ชัน MG ZS 2020 รุ่น X+ ราคา 799,000 บาท คือคำตอบที่คุณคู่ควร เนื่องด้วยรายการอุปกรณ์มาตรฐานที่ใส่มาให้แบบไม่กลัวขาดทุน บวกกับการได้เกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีดลูกใหม่ ให้การตอบสนองนุ่มนวลแถมฉับไวยิ่งขึ้น และยังจัดหนักเรื่องความปลอดภัยไม่น้อยหน้าใครในระดับเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างกังวลเรื่องความทนทานในระยะยาว หรือจะเป็นประเด็นราคาขายต่อรถมือสอง อาจต้องทำการบ้านพร้อมกับชั่งใจกับคนในครอบครัว ว่าการซื้อหารถคันนี้มาใช้งานคือคำตอบที่เหมาะสมหรือไม่