รีวิว MG HS 2020 รุ่น X ใหม่ คุ้มค่าขนาดนี้จะหาได้ที่ไหนอีก?

752
0

ปัจจุบันเห็นได้ชัดว่ารถยนต์อเนกประสงค์แบบเอสยูวีกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตหันมาใส่ใจกับตลาดกลุ่มนี้อย่างเต็มที่ แม้กระทั่งแบรนด์เกิดใหม่อย่างเอ็มจีที่ได้กลับไปทำการบ้านอย่างหนักหน่วง เพื่อหวังตีตลาดกลุ่มนี้ให้แตก และถือว่าทำได้สำเร็จเสียด้วย!

MG HS ใหม่ ถูกทำตลาดต่อเนื่องมาจาก MG GS ที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก และแม้ว่าจะมีราคาจำหน่ายต่ำกว่า MG ZS EV ในปัจจุบัน แต่นี่คือรถระดับแฟลกชิปของเอ็มจีที่พวกเขาปลุกปั้นเพื่อให้สามารถดันยอดขายรวมได้ตามที่หวัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รถคันนี้ถูกตั้งยอดจำหน่ายไว้สูงถึง 1,000 คันต่อเดือน (แต่จะทำได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

MG HS มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่ C, D และ X มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดทั้งหมด ชูจุดเด่นด้วยราคาจำหน่ายระหว่าง 919,000 – 1,119,000 บาท ซึ่งเทียบกับรูปลักษณ์และออปชั่นที่ได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าเกินราคาไปเยอะทีเดียว

แม้ว่าระดับราคาดังกล่าวจะชนกับรถกลุ่ม B SUV จากฝั่งญี่ปุ่นพอดิบพอดี แต่ MG HS ก็มีขนาดพอกันกับรถ C SUV แท้ๆ อย่าง Honda CR-V, Mazda CX-5, Nissan X-Trail รวมถึง Subaru Forester จนกลายเป็นว่า MG HS มีราคาจำหน่ายต่ำที่สุดในกลุ่มโดยที่คู่แข่งไม่มีวันลงมาแตะราคาระดับนี้ได้

 

ภายนอก

ดีไซน์ภายนอกของ MG HS ถูกพัฒนาต่อมาจากรถต้นแบบ MG X-Motion และยังได้กลิ่นอายมาจากรถสปอร์ต MG E-Motion อีกด้วย โดยจะเห็นได้ว่ารถรุ่นนี้มีการลดเส้นสายเหลี่ยมคมลง แล้วเติมความโค้งมนเข้าไปตลอดทั้งคัน โดยมีเส้น Shoulder line ที่พาดยาวตั้งแต่ด้านหน้าจรดด้านหลังช่วยเพิ่มคาแรคเตอร์ให้ดูชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการใส่ลูกเล่นด้วยโครเมียมและชิ้นส่วนสีดำอย่างพอเหมาะพอเจาะ จนเราเองก็ยอมรับว่านี่เป็นรถที่ออกแบบได้สวยลงตัวมาก และแทบไม่หลงเหลือภาพลักษณ์ความเป็นรถค่ายจีนอยู่เลย

ไฟหน้าของ MG HS เป็นแบบ LED Projector (ยกเว้นรุ่น C เป็นฮาโลเจน) พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED เสริมด้วยกระจังหน้าที่เรียกว่า Stella Magnatic Field แปะด้วยโลโก้เอ็มจีตรงกลาง โดยทุกรุ่นมีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และปุ่มปรับระดับสูง-ต่ำภายในรถ เช่นเดียวกับไฟท้าย LED ทุกรุ่นย่อย

ตั้งแต่รุ่น D ขึ้นมาถูกเพิ่มด้วยไฟเลี้ยวหน้า-หลังแบบ Sequential, ไฟ Welcome light, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว (รุ่น C เป็นขนาด 17 นิ้ว)

ส่วนรุ่น X จะเสริมด้วยหลังคา Panoramic sunroof และฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมา

 

ภายใน

ครั้งแรกที่เห็นภายในห้องโดยสารของ MG HS เมื่อครั้งที่มีการเปิดให้สื่อมวลชนได้ทดลองขับบนสนาม MG Driving Experience Centre ก็ยอมรับว่าเห็นแล้วรู้สึกเกินคาดไปมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องโดยสารภายในโทนสีแดง-ดำ, หน้าจอขนาดใหญ่, เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตที่ชวนให้นึกถึงรถเบนซ์ตระกูล A ทั้งหลาย รวมถึงการใช้วัสดุแบบ Soft-touch ทั่วทั้งห้องโดยสาร ซึ่งตรงนี้ถือว่าเอ็มจีได้กลับไปทำการบ้านเพื่อปรับปรุงด้านภาพลักษณ์มาเป็นอย่างดี

MG HS ทุกรุ่นย่อยถูกติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังจากโรงงาน พร้อมระบบปรับไฟฟ้าฝั่งผู้ขับ 6 ทิศทาง, เบาะหลังปรับพับแยกได้แบบ 60:40, พวงมาลัยหุ้มหนังปรับขึ้น-ลง และเข้า-ออกได้, เบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Auto Vehicle Hold, ระบบปรับอากาศแบบธรรมดาพร้อมช่องแอร์หลัง, ไส้กรองอากาศ PM 2.5 และกุญแจอัจฉริยะ Smart Key พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์

ทุกรุ่นยังได้หน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาดใหญ่สะใจถึง 10 นิ้ว แต่จะมีระบบปฏิบัติการ i-SMART ตั้งแต่รุ่น D ขึ้นไปเท่านั้น โดยหน้าจอให้ความละเอียดคมชัดและตอบสนองต่อการสัมผัสได้ไวแบบเดียวกับแท็บเล็ต รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth และช่อง USB พร้อมปุ่มควบคุมที่พวงมาลัยและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ โดยรุ่น C จะถูกติดตั้งลำโพง 4 จุด ส่วนรุ่น D และ X เพิ่มลำโพงเป็นทั้งหมด 6 จุดเท่ากัน มีกล้องมองหลังมาให้ทุกรุ่น โดยรุ่น X จะถูกเสริมเป็นระบบกล้องมองภาพรอบทิศทางมาให้ด้วย

แม้ว่าเอ็มจีจะบอกกับเราว่าได้มีการปรับปรุงระบบสั่งงานด้วยเสียง i-SMART ให้รองรับคำสั่งที่หลากหลายมากขึ้น แต่เอาเข้าจริงๆ มันก็ยังตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร และยังมีอาการเอ๋อๆ ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ส่วนตัวผมเองคิดว่าระบบสั่งงานด้วยเสียงของ iDrive ในรถ BMW ซีรี่ย์ 3 E90 รุ่นก่อน LCI เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วยังตอบสนองได้ดีและเป็นธรรมชาติกว่านี้มาก

แต่ถึงกระนั้น หากมองข้ามระบบสั่งงานด้วยเสียงไป มันก็มีฟีเจอร์หลายอย่างที่หาไม่ได้จากคู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่น เช่น ระบบนำทาง 3 มิติ พร้อมรายงานจราจรแบบเรียลไทม์, ระบบเล่นเพลงออนไลน์ผ่านทรูไอดี, ระบบควบคุมระบบปรับอากาศผ่านสมาร์ทโฟน, ระบบโทรออกฉุกเฉิน, ระบบเลขาส่วนตัว, ระบบค้นหาตำแหน่งตัวรถ และอื่นๆ อีกมากมาย

ในรุ่น D ซึ่งเป็นรุ่นกลางจะถูกเพิ่มด้วยเบาะนั่งแบบ Sport ที่มีพนักพิงศีรษะแบบตายตัว, หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Interactive MID ขนาด 7 นิ้ว, ระบบ Cruise Control, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone, กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ และไฟตกแต่งภายในห้องโดยสาร Ambient Light ที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศยามค่ำคืนได้ราวกับรถยุโรปเลยทีเดียว

ส่วนรุ่น X เป็นรุ่นเดียวที่ได้ไฟหน้าพร้อมระบบไฟสูงอัตโนมัติ Intelligent High-beam Control, ระบบ Adaptive Cruise Control, ห้องโดยสารภายในสีแดง-ดำ, เบาะนั่งปรับไฟฟ้าฝั่งผู้โดยสาร 4 ทิศทาง, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่ พร้อมปุ่ม Super Sport, แป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และแป้นคันเร่งแบบสปอร์ต รวมถึงประตูท้ายไฟฟ้าและหลังคาพาโนรามิกซันรูฟที่ผมพูดถึงไปก่อนหน้านี้ แลกกับค่าตัวที่เพิ่มจากรุ่น D มา 1 แสนบาท จึงถือว่าคุ้มค่ามาก

ด้านระบบความปลอดภัยเรียกว่าอัดแน่นมาให้มากที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา หากจะให้ไล่เรียงทุกระบบก็คงยาวเหยียดเกินไป เอาเป็นว่าทุกรุ่นมีถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัย, ระบบเบรก ABS/EBD/EBA, ระบบควบคุมการทรงตัว SCS, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAS, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน HDC, ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง CBC, ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้งด้วยความเร็ว XDS, ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ และสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง เป็นต้น

ส่วนรุ่น X นอกจากจะเป็นรุ่นเดียวที่ได้ระบบ Adaptive Cruise Control และระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติแล้ว ยังมีระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW (เตือนเท่านั้น ไม่ไดช่วยเบรกแต่อย่างใด), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ TJA, ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW, ระบบช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกเลน LDP, ระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่ในเลน LKA, ระบบเตือนมุมอับสายตา BSD, ระบบเตือนรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง RCTA, ระบบเตือนการเปิดประตู DOW และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง TPMS

 

เครื่องยนต์

ขุมพลังของ MG HS มีให้เลือกขนาดเดียว คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Turbo TGI ความจุ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า (PS) ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 1,700-4,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ Twin Clutch Sportronic Transmission (TST) 7 สปีด

ขณะที่ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ติดตั้งพวงมาลัยแบบไฟฟ้า EPS และระบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ

 

การขับขี่

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ของ MG HS ถือว่าตอบสนองได้ดีทีเดียว แม้ว่าในช่วงออกตัวจากจุดหยุดนิ่งจะมีอาการรอรอบอยู่นิดๆ แต่เมื่อรถเคลื่อนตัวออกไปแล้ว ก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงของเทอร์โบที่เข้ามารับช่วงต่อ ซึ่งถือว่าเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งานทั่วไปทั้งในเมืองและนอกเมือง แต่สิ่งที่ผมไม่ค่อยชอบโดยส่วนตัวก็คือเสียงของเครื่องยนต์ในรอบสูงที่ฟังดูไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ มันฟังดูแหบแห้งจนแทบไม่อยากจะคิกดาวน์ให้ได้ยินเสียงของมันเลย แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนักสำหรับการขับขี่ทั่วไป

ขณะที่ระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ของ MG HS ถือว่าเป็นเกียร์ที่ดีที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับเอ็มจีรุ่นที่ผ่านมา ให้ความต่อเนื่องในการเปลี่ยนเกียร์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถตอบสนองต่อฝีเท้าได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่กระนั้น ผมก็ยังรู้สึกว่ามันยังคงตามหลังเกียร์อัตโนมัติทอร์คคอนเวอร์เตอร์บ้านๆ จากฝั่งญี่ปุ่นอยู่นิดหน่อย จึงอย่าเพิ่งคาดหวังอะไรกับคำว่า “คลัทช์คู่” มากนัก เอาเป็นว่ามันตอบสนองได้ใกล้เคียงกับรถญี่ปุ่นทั่วไปก็นับว่าดีมากแล้ว

ในความเร็วต่ำนั้น ช่วงล่างของ MG HS จะให้อาการติดแข็งอยู่นิดๆ แต่สามารถซับแรงสะเทือนบนพื้นผิวขรุขระได้พอประมาณ แถมยังเก็บอาการโคลงขณะเข้าโค้งได้ดี ไม่ยวบยาบจนน่าเวียนหัว ผู้โดยสารทั้งหน้าและหลังสามารถนั่งได้แบบสบายๆ จึงถือว่าเอ็มจียังคงรักษาคุณงามความดีของช่วงล่างได้ดีเช่นเดิม

การเก็บเสียงถือว่าทำได้ดีเช่นกัน ที่ความเร็วประมาณ 100 กม./ชม. แทบไม่ได้ยินเสียงลมไหลผ่านด้านข้างเลย ขณะที่เสียงจากพื้นถนนก็อยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับเสียงจากช่วงล่างเวลาขับผ่านทางขรุขระ แต่เมื่อใช้ความเร็วมากกว่า 110 กม./ชม. ก็จะเริ่มได้ยินเสียงลมไหลผ่านเข้ามาบ้างแล้ว และดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น

MG HS รุ่น X ที่เราขับทดสอบในครั้งนี้ นอกจากจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกทั้งแบบ ECO, Normal และ Sport ที่สามารถตั้งค่าผ่านหน้าจอขนาด 10 นิ้วได้แล้วนั้น ยังมีโหมด Super Sport เพิ่มขึ้นมาบริเวณพวงมาลัย ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันก็ทำหน้าที่ช่วยลากรอบเครื่องยนต์ให้สูงขึ้นเท่านั้นเอง โดยสมองกลเกียร์จะสั่งให้เปลี่ยนอัตราทดในรอบสูงกว่าโหมด Sport ปกติ แต่ไม่ได้มีการปรับช่วงล่างหรือเครื่องยนต์ใดๆ เป็นพิเศษ แต่ก็ถือเป็นกิมมิคเล็กๆ ที่ช่วยให้รถคันนี้ดูน่าสนใจมากขึ้น

แป้นเบรกของ MG HS ถูกเซ็ตมา “คล้ายๆ” กับรถยุโรป คือ ในช่วงที่เริ่มแตะเบรกตัวรถจะชะลอลงอย่างแผ่วเบา ไม่หัวทิ่มเหมือนกับค่ายญี่ปุ่น แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องการแรงเบรกเพิ่มขึ้น ก็เพียงแต่เพิ่มน้ำหนักเท้าเข้าไปอีก ก็จะสามารถชะลอความเร็วได้ตามใจสั่ง

เราได้ทดลองใช้ระบบล้ำๆ อย่าง Adaptive Cruise Control ซึ่งก็ถือว่าทำงานได้ดีทีเดียว เพราะในจังหวะที่ขับตามคันหน้าไปเรื่อยๆ นั้น หากมีรถแซงขึ้นมาในเลน ก็จะค่อยๆ ลดระดับความเร็วลงอย่างพอเหมาะเพื่อรักษาระยะห่าง ไม่เหมือนกับระบบ ACC ยุคแรกๆ ที่มักจะรีบสั่งเบรกจนหัวทิ่มอยู่เสมอ

แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง คือ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (Lane Keep Assist) ที่ช่วยประคองพวงมาลัยให้รถอยู่กลางเลนเสมอนั้น กลับให้ความรู้สึกค่อนข้างฝืนธรรมชาติเกินไปเสียหน่อย เพราะทันทีที่ตัวรถเริ่มหลุดกึ่งกลางของเลนถนนเพียงเล็กน้อย พวงมาลัยจะรีบหักกลับด้วยตัวมันเองในทันที ซึ่งแรงบิดของพวงมาลัยก็ถือว่าแรงเอาเรื่องทีเดียว จนอาจกล่าวได้ว่าระบบทำงานค่อนข้างเร็วเกินไป จนสุดท้ายถึงกับต้องปิดระบบไปเลย

 

สรุป

MG HS รุ่น X ที่เราทดสอบในครั้งนี้ ถือเป็นเอสยูวีคุ้มค่าที่สุดแห่งปีเลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะมีรูปลักษณ์ทั้งภายนอก-ภายในที่สวยงามเกินคาดแล้ว ยังมีออปชั่นอัดแน่นมาชนิดที่ค่ายญี่ปุ่นไม่กล้าให้ รวมถึงสมรรถนะจากเครื่องยนต์และเกียร์ที่ตอบสนองได้ดีใกล้เคียงกับเจ้าตลาดฝั่งญี่ปุ่นมาก แต่กระนั้น มันก็ยังมีจุดอ่อนเล็กๆ ในด้านการสอดประสานการทำงานของระบบต่างๆ ที่ยังรู้สึกขาดๆ เกินๆ ไปเสียหน่อย

แต่คุณจะหาเอสยูวีดีไซน์เฉียบกับออปชั่นแน่นเอี๊ยดเช่นนี้ในราคาเพียงล้านกว่าๆ ได้จากที่ไหนอีก?

ราคาจำหน่าย MG HS รุ่น X อยู่ที่ 1,119,000 บาท