รีวิว Mazda CX-8 2020 ใหม่ เอสยูวี 7 ที่นั่งพร้อมช่วงล่างดีเลิศ

6084
0

กระแสของรถอเนกประสงค์ประเภท SUV และ PPV ในบ้านเรายังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย แต่มาสด้ายังเห็นถึงความแตกต่างในด้านขนาดและสมรรถนะของรถทั้งสองประเภท ผลลัพธ์ที่ได้คือ All-new Mazda CX-8 ที่กลายเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ของบ้านเราขณะนี้

Mazda CX-8 เป็นเอสยูวีรุ่นล่าสุดของมาสด้าที่วางตำแหน่งอยู่กึ่งกลางระหว่าง CX-5 และ CX-9 ชูจุดเด่นด้วยห้องโดยสารที่เลือกได้ทั้งแบบ 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง แตกต่างจากรถเอสยูวีแบบ 5 ที่นั่ง ที่ถูกเสริมด้วยเบาะแถวที่ 3 ซึ่งไม่ได้ออกแบบให้รองรับมาตั้งแต่ต้น ขณะที่มาสด้าเองยังเน้นจุดขายของ CX-8 ด้วยสมรรถนะการขับขี่ในแบบเอสยูวีแท้ๆ ที่หาไม่ได้ในพีพีวีทั่วไปอีกด้วย

Mazda CX-8 เป็นรถแบบ 3-Row Crossover SUV ที่ใช้พื้นฐานมาจากรุ่นใหญ่อย่าง CX-9 แต่กระนั้น มันก็มีหน้าตาที่ดูใกล้เคียงกับ CX-5 ในปัจจุบัน หากเปิดโบรชัวร์ดูจะพบว่ารถคันนี้มีความยาวฐานล้อเท่ากันกับ CX-9 พอดิบพอดี ขณะที่ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้าและหลังก็เท่ากับ CX-5 เกือบจะเป๊ะๆ จนเรียกว่าเป็นลูกผสมระหว่าง CX-5 และ CX-9 เลยก็ว่าได้ ซึ่งนั่นคือเรื่องที่ดี

ปัจจุบัน Mazda CX-8 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย โดยมีราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 1,599,000 – 2,069,000 บาท ประกอบด้วย

– 2.5 S
– 2.5 SP
– XDL
– XDL Exclusive (6 ที่นั่ง)

ซึ่งรุ่นที่เราได้มีโอกาสทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น XDL ซึ่งแม้ว่าจะเป็นรุ่นรองท็อป แต่หากนับเฉพาะห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่งก็ถือเป็นรุ่นท็อปสุด เพราะเบาะนั่งแบบ 6 ที่นั่งของรุ่น XDL Exclusive ก็เน้นสำหรับผู้บริหารที่มีคนขับให้นั่งมากกว่า

 

ภายนอก

มิติตัวถังของ Mazda CX-8 มีความยาวอยู่ที่ 4,900 มม. (ยาวกว่า CX-5 อยู่ 350 มม.) ความกว้าง 1,840 มม. (เท่ากับ CX-5) ความสูง 1,730 มม. (สูงกว่า CX-5 อยู่ 50 มม.) และความยาวฐานล้อ 2,930 มม. (ยาวกว่า CX-5 อยู่ 230 มม.) ซึ่งเท่ากับความยาวฐานล้อของ CX-9 พอดิบพอดี จึงเห็นได้ชัดว่า CX-8 มีการปรับปรุงตัวถังให้ยาวและสูงขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง

จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นได้ว่า Mazda CX-8 มีขนาดตัวถังใกล้เคียงกับ PPV ทุกรุ่นในตลาด แถมยังยาวกว่าฟอร์จูนเนอร์และปาเจโร่สปอร์ตด้วยซ้ำไป ขณะที่ฐานล้อมีความยาวมากกว่าฟอร์จูนเนอร์อยู่ถึง 180 มม. ดังนั้น จงอย่าให้ดีไซน์ภายนอกของ CX-8 มาหลอกตาคุณว่ามันไม่ได้ใหญ่โตอะไร

ดีไซน์ของ CX-8 มีความคล้ายคลึงกับ CX-5 จนหลายคนแทบแยกไม่ออก แต่จุดต่างที่เห็นได้ชัดอยู่ที่กระจังหน้าแถบยาวตกแต่งด้วยโครเมียม และไฟท้ายที่ออกแบบใหม่เสริมด้วยแถบโครเมียมดูหรูหรายิ่งขึ้น รวมถึงเสา A-pillar ที่ถูกออกแบบให้มีความตั้งชันกว่ารุ่น CX-5 อยู่เล็กน้อย

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอกของ CX-8 มีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED พร้อมระบบปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติที่มีให้ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ขณะที่ไฟส่องสว่างเวลากลางวันและไฟท้ายแบบ LED Signature จะมีให้ตั้งแต่รุ่น 2.5 SP ขึ้นมาเท่านั้น

ทุกรุ่นถูกติดตั้งระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ พร้อมที่ปัดน้ำฝนหลัง, กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว, กระจกหน้าต่างขึ้น-ลงอัตโนมัติทั้ง 4 บาน, สปอยเลอร์หลัง, เสาอากาศแบบครีบฉลาม, ท่อไอเสียโครเมียมปลายคู่ และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วหน้าตาเหมือนกันทุกรุ่นย่อย ขณะที่รุ่น XDL Exclusive จะเสริมด้วยราวหลังคาสีเงินมาให้

 

ภายใน

ภายในห้องโดยสารทุกรุ่นย่อยถูกติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa สีแดง Deep Red เดินตะเข็บสีแดงเข้ม เบาะนั่งผู้ขับขี่สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลังไฟฟ้าและเมมโมรี่ 2 ตำแหน่ง เบาะนั่งฝั่งผู้โดยสารปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง

เบาะนั่งแถวที่ 2 ของทุกรุ่นย่อย (ยกเว้น XDL Exclusive) เป็นแบบยาวที่สามารถปรับเอน ปรับเลื่อนขึ้นหน้า-หลัง และปรับพับแยกแบบ 60:40 ได้ ส่วนรุ่น XDL Exclusive จะเป็นแบบ 2 ที่นั่ง ที่ถูกแบ่งด้วยคอนโซลกลางขนาดใหญ่ ซึ่งมาพร้อมที่เก็บของและที่วางแก้ว ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 เป็นแบบ 2 ที่นั่ง สามารถปรับพับแยกแบบ 50:50 ได้ทุกรุ่นย่อย

พื้นที่ห้องโดยสารของ 2 แถวหน้าให้ความกว้างขวางกว่า CX-5 อย่างเห็นได้ชัด ด้วยพื้นที่วางขาสำหรับผู้โดยสารแถว 2 ที่กว้างเหลือเฟือ และพื้นที่เหนือศีรษะโปร่งโล่งมากกว่า ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 3 นั้น สำหรับผมเองที่มีความสูง 173 เซนติเมตร แม้จะพอนั่งได้แต่ก็รู้สึกอึดอัดไปเสียหน่อย เนื่องจากแนวหลังคาที่ลาดเททำให้มีเฮดรูมค่อนข้างน้อย หากให้นั่งไปทานข้าวแถวบ้านยังพอไหว แต่หากต้องนั่งโดยสารข้ามจังหวัดล่ะก็คงต้องขอบาย อันที่จริงมาสด้าระบุว่าเบาะนั่งแถวที่ 3 ของ CX-8 รองรับผู้โดยสารที่มีความสูงได้ราว 170 เซนติเมตร จึงเหมาะสำหรับผู้โดยสารเด็กและวัยรุ่นเสียมากกว่า

แต่จุดเด่นของ CX-8 อีกหนึ่งอย่าง คือ ประตูคู่หลังที่สามารถเปิดได้กว้างเกือบ 90 องศา เมื่อบวกกับการพับเบาะนั่งแถวที่ 2 แบบจังหวะเดียว ทำให้การเข้าออกเบาะนั่งแถวที่ 3 ทำได้อย่างสะดวกมาก คุณผู้หญิงร่างเล็กก็สามารถพับเบาะได้สบายๆ

ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหราด้วยลายไม้ Real Wood และสีเงินซาตินโครม เข้ากันได้ดีกับห้องโดยสารโทนสีดำ-น้ำตาล ติดตั้งหน้าจอ Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่ม Center Commander สามารถรองรับ Apple CarPlay ได้ พร้อม Bluetooth ช่อง USB จำนวน 2 ช่อง และช่อง AUX โดยทุกรุ่นมาพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ขณะที่รุ่น XDL Exclusive ถูกเสริมด้วยช่องใส่แผ่น CD/MP3/DVD พร้อมระบบเสียงรอบทิศทางจาก Bose ด้วยลำโพง 10 ตำแหน่ง

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ Tri Zone โดยนอกจากจะปรับอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวาแล้ว ยังมีปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังต่างหากอีก 1 ชุด พร้อมโหมด Auto อีกทั้งยังมีระบบอุ่นเบาะสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 1 และ 2 มาให้ (ซึ่งคงแทบไม่ค่อยได้ใช้อยู่ดี) แต่จุดน่าสังเกตของ CX-8 อยู่ที่ช่องแอร์หลังจะมีเพียงเฉพาะผู้โดยสารแถวที่ 2 เท่านั้น ขณะที่ช่องแอร์แถว 3 จะเป็นช่องแอร์สำหรับเป่าเท้า ซึ่งผู้ร่วมโดยสารที่ทดลองนั่งแถว 3 เกือบตลอดทั้งทริป ถึงกับออกปากว่าความเย็นไม่ทั่วถึงสักเท่าไหร่นัก เห็นทีมาสด้าคงต้องไปปรับปรุงเพื่อเอาใจลูกค้าชาวไทยกว่านี้เสียหน่อย

อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ มีให้ครบครัน เข่น กุญแจ Smart Keyless Entry พร้อมปุ่ม Push Start, หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า Windshield Active Driving Display, หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีขนาด 4.6 นิ้ว, ระบบ Cruise Control, กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ, เบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold, ช่องชาร์จไฟแบบ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง 2 ช่อง และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า (ยกเว้นรุ่น 2.5 S)

ห้องเก็บสัมภาระท้ายหากใช้เบาะนั่งทั้ง 3 แถว จะมีพื้นที่เก็บของราว 209 ลิตร แต่เมื่อพับเบาะนั่งแถวที่ 3 ลง จะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 742 ลิตร ซึ่งถือว่าใหญ่โตมโหฬารทีเดียว

CX-8 ทุกรุ่นย่อยถูกติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง และม่านถุงลมรวม 6 ตำแหน่ง, ระบบเบรก ABS/EBD/BA, ระบบควบคุมการทรงตัว DSC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA, สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS, ระบบเตือนมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM, ระบบเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA และกล้องมองภาพด้านหลัง

ตั้งแต่รุ่น 2.5 SP ขึ้นมาถูกเสริมด้วยเซ็นเซอร์กะระยะหน้า-หลัง รวม 8 จุด, กล้องมองภาพ 360 องศารอบทิศทาง, ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของตัวรถ AFS, ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ MRCC, ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advanced SCBS

ส่วนรุ่น XDL Exclusive เสริมด้วยระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R, ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH, ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS และระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่เหนื่อยล้า DAA

 

เครื่องยนต์

ในรุ่น 2.5 S และ 2.5 SP ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G แบบ 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร พร้อมวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ (Dual S-VT) ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 258 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับเชื้อเพลิงทางเลือก E20 ได้ เคลมอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยไว้ที่ 13.2 กม./ลิตร

ส่วนรุ่น XDL และ XDL Exclusive ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D แบบ 4 สูบ ความจุ 2.2 ลิตร พร้อมเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (PS) ที่ 4,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ โดยรุ่น XDL ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ส่วน XDL Exclusive จะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ i-ACTIV AWD เคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 17.5 กม./ลิตร ในรุ่น XDL และ 14.7 กม./ลิตร ในรุ่น XDL Exclusive

ทุกรุ่นมาพร้อมระบบ G-Vectoring Control (GVC) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ใช่ระบบ GVC Plus แบบ All-new Mazda3 แต่อย่างใด ซึ่งระบบดังกล่าวจะทำหน้าที่เพิ่มแรงเบรกเล็กน้อยขณะรถเข้าโค้งเพื่อถ่ายเทน้ำหนักไปยังล้อคู่หน้า ส่งผลให้เข้าโค้งได้แม่นยำมากขึ้น ขณะที่ GVC Plus จะเสริมการทรงตัวขณะออกจากโค้งให้ด้วย

 

การขับขี่

เมื่อก้าวเข้ามานั่งภายในห้องโดยสารของ CX-8 ใหม่ ก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแบบเดียวกับที่เราเคยพบใน CX-5 ด้วยวัสดุและงานประกอบที่เน้นความพรีเมียมกว่ารถญี่ปุ่นในระดับเดียวกัน เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa ให้สัมผัสที่นิ่มละเอียด ถูกออกแบบให้เข้ากับสรีระได้ดี ขณะที่การเลือกใช้เพดานสีดำก็ช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหราขึ้นไปอีก

อัตราเร่งของเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ยังคงตอบสนองได้เป็นอย่างดี แม้ว่าจะมีน้ำหนักตัวมากกว่า CX-5 และต้องแบกรับผู้โดยสารชายหนุ่มถึง 4 ชีวิต แต่ก็ชดเชยด้วยแรงม้าที่เพิ่มจาก 175 แรงม้า ใน CX-5 เป็น 190 แรงม้า แรงบิดเพิ่มจาก 420 นิวตัน-เมตร เป็น 450 นิวตัน-เมตร ทำให้อัตราเร่งทำได้อย่างทันใจและสามารถไหลไปถึง 100 กม./ชม.ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เกียร์อัตโนมัติแบบ 6 จังหวะ ทำงานได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวลอย่างที่เราคาดหวังในรถมาสด้าอยู่แล้ว

CX-8 เป็นรถที่พัฒนาให้เป็นเอสยูวีแท้ๆ จึงมีช่วงล่างที่ขับสนุกกว่าพีพีวีอย่างเห็นได้ชัด โดยมาสด้าเซ็ตช่วงล่างของรถรุ่นนี้ค่อนไปทางนุ่มนวลนิดหน่อย สามารถซับแรงสะเทือนจากพื้นถนนได้ดี แต่กระนั้น มันแทบไร้อาการยวบยาบอย่างที่เรามักพบเสมอในรถพีพีวี ช่วยให้คาดเดาอาการตัวรถได้ง่าย รู้สึกมั่นใจขณะขับขี่ที่ความเร็วสูง หรือการมุดไปในเมืองก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะเมื่อมองว่านี่คือรถที่มีความยาวเกือบ 5 เมตร แต่ยังสามารถขับขี่ได้คล่องแคล่วและสนุกสนานขนาดนี้ โดยรวมแล้วมันให้ความรู้สึกคล้ายกับ CX-5 ที่มีความสุภาพมากกว่านิดหน่อย

พวงมาลัยของ CX-8 ให้น้ำหนักกำลังดี และจะค่อยๆ หนักขึ้นตามความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ระยะฟรีน้อยมากๆ จนแทบไม่มีเลย มันจึงให้ความคมกริบแบบที่หาไม่ได้ในพีพีวีรุ่นไหน ขณะที่การเบรกทำได้อย่างนุ่มนวล มีความกระเดียดไปทางยุโรปอยู่พอสมควร คือไม่ได้เบรกจิกจนหน้าคะมำตั้งแต่เริ่มแตะแป้นเบรก แต่จะค่อยๆ เพิ่มแรงเบรกตามน้ำหนักเท้าขึ้นไปเรื่อยๆ

การเก็บเสียงทำได้ดีเช่นกัน เนื่องจากมาสด้าหันมามุ่งเน้นการลด NHV (Noise, Vibration และ Harshness) อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มแดมเปอร์แบบไดนามิกที่สตรัทด้านหน้า, การเพิ่มวัสดุซับแรงสะเทือนในแผงบังโคลนหลัง รวมถึงการบุวัสดุซับเสียงเพื่อลดเสียงสะท้อนภายในห้องโดยสาร เหล่านี้ทำให้ห้องโดยสารของ CX-8 ค่อนข้างเงียบแม้ใช้ความเร็วสูง การจัดการเสียงลมที่ไหลผ่านตัวถังทำได้ดีเช่นกัน จะได้ยินก็เสียงพื้นถนนจากซุ้มล้อหลังอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยมากๆ แล้ว

 

สรุป

Mazda CX-8 แทบไม่ต่างอะไรกับ CX-5 ที่ถูกยืดออกให้กลายเป็นรถ 7 ที่นั่ง มันยังคงรักษาคุณสมบัติของช่วงล่างที่ดีเอาไว้ ทำให้ขับสนุกกว่ารถพีพีวีอย่างเห็นได้ชัด โดยรวมแล้วมันให้ความรู้สึกคล้ายกับ CX-5 ที่มีความสุภาพมากขึ้น เบาะนั่งแถวที่ 2 นั่งสบายกว่าที่คิด ด้วยช่วงล่างที่เซ็ตมาอย่างเหมาะเจาะ ไม่ยวบยาบชวนเวียนหัวเหมือนคู่แข่งบางรุ่น แต่ติตรงเบาะนั่งแถวที่ 3 ที่มีพื้นที่เฮดรูมน้อยไปนิด แต่นั่นยังไม่เท่ากับการไม่มีช่องแอร์เป่าตัวผู้โดยสารแถว 3 โดยเฉพาะกับสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อนตับแตกแทบทั้งปี

Mazda CX-8 เหมาะสำหรับเป็นรถครอบครัวที่มีสมาชิกตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งอันที่จริงหากแม้ว่ามีสมาชิกไม่ถึง 5 คน แต่ต้องการรถอเนกประสงค์ที่นั่งสบายกว่า CX-5 ก็สามารถขยับมาเล่น CX-8 ได้เช่นกัน เนื่องจากมันให้ความคล่องตัวแทบไม่ต่างอะไรกับคอมแพ็คเอสยูวี สมรรถนะเครื่องยนต์มีให้อย่างเหลือเฟือ เก็บเสียงได้อย่างเงียบเชียบ เทียบกับค่าตัวไม่ถึง 2 ล้านบาท นี่คือเอสยูวี 7 ที่นั่งที่น่าสนใจมากที่สุดแล้วในขณะนี้ครับ

 

ราคาจำหน่าย Mazda CX-8 ใหม่ มีดังนี้

– รุ่น 2.5 S ราคา 1,599,000 บาท
– รุ่น 2.5 SP ราคา 1,699,000 บาท
– รุ่น XDL ราคา 1,899,000 บาท
– รุ่น XDL Exclusive ราคา 2,069,000 บาท