รีวิว Honda City 1.0 Turbo RS ใหม่ มีดีที่ความแรง แต่ออปชั่นน้อยไปนิด

1570
0

All-new Honda City Turbo ใหม่ เป็นรถยนต์ซับคอมแพ็คอีกหนึ่งรุ่นที่หลายคนกำลังจับตามอง เนื่องจากมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบเป็นครั้งแรก ซึ่งใครต่อใครก็คอนเฟิร์มว่าแรงจริง (เราเองก็ไม่ปฏิเสธในเรื่องนี้) แต่ในเมื่อมีคู่เปรียบเทียบที่เปิดตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็พอจะเห็นว่า City อาจมีข้อด้อยในเรื่องออปชั่นไปบ้าง เทียบกับราคาจำหน่ายที่ตั้งไว้

Honda City Turbo 2020 ใหม่ มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ประกอบด้วย S, V, SV และรุ่นท็อปสุดเรียกว่า RS เช่นเดียวกับโมเดลอื่นๆ ของฮอนด้าที่พยายามเน้นความสปอร์ตลงไปในรุ่นท็อปสุดเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบภาพลักษณ์โฉบเฉี่ยวกว่ารุ่นปกติ

ภายนอก

สำหรับรุ่นที่เราได้ลองทดสอบในครั้งนี้ คือ RS ซึ่งเป็นเพียงรุ่นเดียวที่ถูกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED ดีไซน์คล้ายคลึงกับรุ่นใหญ่อย่าง Civic และ Accord ขณะที่รุ่นรองลงมาจะเป็นไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ฮาโลเจนทั้งหมด โดยรุ่น RS ยังมาพร้อมกระจังหน้าสีดำแปะด้วยโลโก้ RS สีแดง, กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ตพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED, กระจกมองข้างสีดำ พร้อมระบบปรับและพับด้วยไฟฟ้า, มือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถ, สปอยเลอร์หลังสีดำ Gloss Black, เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยสีทูโทนขนาด 16 นิ้ว

ดีไซน์ภายนอกเป็นเรื่องนานาจิตตังขึ้นอยู่กับว่าใครจะชอบดีไซน์แบบไหน แต่ส่วนตัวผมกลับรู้สึกว่า City โฉมใหม่ ไม่ทำให้ผมรู้สึกว้าวมากเท่ากับโฉมที่แล้ว แม้ว่าดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายจะถูกออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวดี แต่เส้นสายบนตัวถังกลับดูไม่ลงตัวอย่างที่ควรจะเป็นเท่าไหร่นัก ยกตัวอย่างขอบประตูบานหลังที่ชวนให้นึกถึงการออกแบบของ นิสสัน อัลเมร่า รุ่นแรก ผสมเข้ากับ มิตซูบิชิ แอททราจ จนได้มาเป็นประตูของ ซิตี้ ในที่สุด

ตัวถังของ City ใหม่ ถูกขยายความกว้างและความยาวออกจนมีขนาดใหญ่กว่า Civic FD ด้วยซ้ำไป โดยตัวถังมีความยาว 4,553 มม. (เพิ่มขึ้น 113 มม.) ความกว้าง 1,748 มม. (เพิ่มขึ้น 53 มม.) ความสูง 1,467 มม. (ลดลง 10 มม.) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าความยาวฐานล้อในรุ่นใหม่ถูกลดขนาดลงจาก 2,600 มม. เป็น 2,589 มม. หรือสั้นลง 11 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับใน ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ใหม่ คือ รถรุ่นนี้ไม่ได้ถูกพัฒนาร่วมกับ ฮอนด้า แจ๊ส เจเนอเรชั่นใหม่ในตลาดโลกอีกต่อไป หากแต่ถูกพัฒนาขึ้นในฐานะรถซีดานสำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะ ดีไซน์ภายในห้องโดยสารของ ซิตี้ จึงมีความแตกต่างจาก แจ๊ส ที่เพิ่งเปิดตัวในญี่ปุ่นและยุโรปไปก่อนหน้านี้

 

ภายใน

ห้องโดยสารของรุ่น RS ตกแต่งด้วยโทนสีดำตัดด้วยตะเข็บสีแดง อีกทั้งยังมีเพดานหลังคาสีดำที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ดูสปอร์ตขึ้นด้วย ซึ่งเราไม่ค่อยพบเห็นนักในรถจากฝั่งญี่ปุ่น ขณะที่แผงคอนโซลเสริมด้วยลูกเล่นของกรอบช่องแอร์สีเงินที่พาดยาวขึ้นไปถึงด้านบน ซึ่งอาจจะดูขัดใจหลายคนไปสักหน่อย (รวมถึงผมเองด้วย) เพราะมันดูไม่ค่อยมีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย

เบาะนั่งของรุ่น RS ถูกหุ้มด้วยวัสดุหนังและหนังกลับที่ช่วยยึดรั้งร่างกายขณะเข้าโค้ง โดยฝั่งผู้ขับสามารถปรับระดับความสูงได้ ขณะความหนาของฟองน้ำถือว่ากำลังดี ให้ความเฟิร์มมากขึ้นกว่ารุ่นที่แล้ว อีกทั้งยังมีปีกข้างที่ช่วยให้รู้สึกโอบกระชับมากขึ้นด้วย ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเป็นเบาะนั่งที่ออกแบบมาได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับคู่แข่งอีกหลายๆ ค่าย

แต่สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเบาะนั่งคู่หน้า คือ เบาะรองสะโพกที่ค่อนข้างสั้น ทำให้รองรับต้นขาได้ไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งการออกแบบถังน้ำมันให้อยู่ใต้เบาะนั่งคู่หน้า ยังบั่นทอนพื้นที่วางขาไปเล็กน้อย โดยเฉพาะใครที่อยากเปลี่ยนอิริยาบถด้วยการนั่งชันเข่าจะรู้สึกว่าไม่สามารถวางเท้าได้อย่างเต็มที่นัก

เบาะนั่งด้านหลังถูกออกแบบมาได้ดีเช่นกัน ด้วยองศาพนักพิงที่เอนอย่างพอเหมาะ มีที่วางแขนพร้อมที่วางแก้วแบบพับได้ เสริมด้วยที่วางแก้วบริเวณคอนโซลกลางอีก 1 ช่อง แม้ว่าพนักพิงศีรษะทั้ง 3 ตำแหน่งจะเป็นแบบตายตัว ไม่สามารถปรับระดับใดๆ ได้ทั้งสิ้น แต่ก็มีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับศีรษะได้อย่างสบาย และไม่ดันศีรษะของผู้โดยสารมากจนเกินไป

อุปกรณ์ภายในห้องโดยสารของรุ่น RS อยู่ในระดับมาตรฐาน แม้ว่าจะไม่มีอะไรโดดเด่นนัก แต่ก็มีให้อย่างครบๆ ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ (มีให้ตั้งแต่รุ่น V ขึ้นมา), พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบ 3 ก้านหุ้มหนัง, กุญแจสมาร์ทคีย์พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และปุ่มเปิดฝากระโปรงท้าย, พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทาง, มาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกเรืองแสงสีแดง, หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่, ช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง, กระจกแต่งหน้าบริเวณที่บังแดดทั้ง 2 ข้าง และราวมือจับ 4 ตำแหน่ง

ขณะที่ระบบเครื่องเสียงเป็นแบบหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว Advanced Touch สามารถเชื่อมต่อ Apple CarPlay ผ่านทางพอร์ต USB ได้ โดยมีพอร์ต USB สำหรับเชื่อมต่อให้ 1 ช่อง และช่องสำหรับชาร์จไฟอีก 1 ช่อง รวมเป็นทั้งหมด 2 ช่อง พร้อมทั้งระบบ Honda CONNECT และลำโพงทั้งหมด 8 ตำแหน่ง โดยรุ่น RS และ SV ยังสามารถแสดงภาพจากกล้องมองหลังได้ ปรับมุมมองได้ 3 ระดับเช่นเดิม

สำหรับฟังก์ชั่น Honda CONNECT จะมีให้เฉพาะในรุ่น RS เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องไปติดตั้งเพิ่มเติมเหมือนกับรุ่นที่แล้ว อีกทั้งยังเพิ่มฟังก์ชั่น Remote Vehicle Control ที่สามารถสั่งล็อก-ปลดล็อก, สตาร์ทเครื่องยนต์ และเปิดไฟหน้ารถจากสมาร์ทโฟนได้ ดังนั้น หากวันไหนต้องจอดรถไว้กลางแดดร้อนๆ ก็สามารถสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเปิดระบบปรับอากาศไว้ล่วงหน้าได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะแอบมาขึ้นรถขับออกไป เพราะเจ้าของรถจำเป็นต้องสั่งล็อกรถเสียก่อนสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์ และประตูจะปลดล็อกได้ก็ต่อเมื่อตัวกุญแจอยู่ใกล้กับตัวรถเช่นเดียวกับการเปิดประตูปกติเท่านั้น

ด้านระบบความปลอดภัยใน “ทุกรุ่นย่อย” ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้า, ม่านถุงลมนิรภัย (ยกเว้นรุ่น S และ V), ระบบควบคุมเสถียรภาพ VSA, ระบบเบรกป้องกันล้อล็อกและกระจายแรงเบรก ABS/EBD, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, สัญญาณไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน ESS และจุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX เป็นต้น

 

เครื่องยนต์

Honda City Turbo ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน DOHC แบบ 3 สูบ ความจุ 1.0 ลิตร VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT ทุกรุ่นย่อย รองรับเชื้อเพลิง E20 ได้

ขณะที่ช่วงล่างเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัทอิสระพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนด้านหลังกลับไปใช้แบบดรัมเบรกทุกรุ่นย่อย

 

การขับขี่

ในด้านการขับขี่ Honda City 1.0 Turbo RS ใหม่ คงต้องชูจุดเด่นกันด้วย “อัตราเร่ง” ที่แรงและต่อเนื่องอย่างที่ไม่เคยพบเห็นในรถระดับ B-Segment จากฝั่งญี่ปุ่น การเร่งออกตัวให้ความนุ่มนวลกว่าที่คิด ไม่ได้พุ่งกระโชกโฮกฮากอย่างบ้าพลังจนกระตุ้นให้ Traction control ทำงานทุกครั้งที่เหยียบคันเร่งแบบจมมิด แต่เมื่อเคลื่อนตัวออกไปได้แล้ว เทอร์โบก็จะเริ่มทำงานเพื่อเค้นแรงบิด 173 นิวตัน-เมตรมาให้ใช้งานอย่างเต็มกำลัง เมื่อบวกกับนิสัยของเกียร์ CVT ที่ส่งกำลังอย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อด้วยแล้ว ทำให้รถคันนี้พุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างทันใจ

ซึ่งอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่เราทดสอบคร่าวๆ ป้วนเปี้ยนอยู่แถว 10 วินาที แม้ว่าตัวเลขอาจดูไม่หวือหวานัก แต่อย่าลืมว่านี่คือรถ B-Segment บ้านๆ ที่ถูกติดตั้งเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาดเพียง 1.0 ลิตร แถมยังเคลมอัตราสิ้นเปลืองไว้ที่ 23.8 กม./ชม. ตามมาตรฐานอีโคคาร์เฟส 2 เอาเป็นว่าการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไปถือว่าเหลือเฟือมากพอแล้วล่ะครับ

ช่วงล่างของ Honda City รุ่น RS ให้ความรู้สึกไปในแนวเดียวกับฮอนด้าแทบทุกรุ่น โดยในช่วงความเร็วต่ำจะมีความหนึบเฟิร์มอยู่พอสมควร แต่ก็ยังซับแรงสะเทือนขณะขับผ่านหลุมหรือฝาท่อได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ทำให้ห้องโดยสารมีเสียงตึงตังจนน่ารำคาญ แต่ การเข้าโค้งยาวๆ ด้วยความเร็วระดับ 100-120 กม./ชม. ก็ยังพอให้ความมั่นใจได้

แต่หากเร็วกว่านั้นก็จะเริ่มรู้สึกถึงอาการโคลงขึ้นบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเจอกับลมปะทะแรงๆ หรือผิวถนนที่เป็นลอน เราจึงขอแนะนำให้ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนดจะดีกว่า แม้ว่าเครื่องยนต์จะพารถคันนี้ไปแตะ 200 กม./ชม. ได้ก็ตามที

การเก็บเสียงทำได้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมเล็กน้อย อันเป็นผลจากการฉีดโฟมเก็บเสียงเข้าไปบริเวณฐานเสาตัวถัง และเพิ่มฉนวนกันเสียงมากขึ้น ทำให้เก็บเสียงจากพื้นถนนได้ดียิ่งขึ้น แต่กระนั้น เสียงลมที่ไหลผ่านตัวถังยังพอได้ยินอยู่ที่ระดับความเร็ว 100 กม./ชม. ขึ้นไป และจะค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในขั้นที่รับได้ ไม่ได้ดังจนน่ารำคาญแต่อย่างใด

 

สรุป

หากเทียบ ฮฮนด้า ซิตี้ เทอร์โบ กับคู่แข่งอย่าง นิสสัน อัลเมร่า ผมกล้ายืนยันได้ว่าเครื่องยนต์ของซิตี้ให้ความแรงที่เหนือกว่าชัดเจน แต่กระนั้น คุณต้องยอมรับในด้านอุปกรณ์มาตรฐานที่ด้อยกว่าพอสมควรเช่นกัน แต่หากคุณเป็นคนประเภทที่เน้นขับอย่างเดียว ต้องการสมรรถนะที่ดีทั้งในเมืองและนอกเมือง รถคันนี้น่าจะตอบสนองคุณได้เป็นอย่างดี

Honda City 1.0 Turbo RS ใหม่ โดดเด่นด้วยสมรรถนะเครื่องยนต์แรงที่สุดในกลุ่ม B-segment ขณะนี้ ช่วงล่างไว้ใจได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง ห้องโดยสารกว้างขวางตามสไตล์ฮอนด้า แลกกับอุปกรณ์มาตรฐานที่หายไปเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณเองแล้วล่ะครับว่าต้องการอะไรจากรถหนึ่งคัน

ราคาจำหน่าย Honda City Turbo 2020 ใหม่ มีดังนี้

– รุ่น S ราคา 579,500 บาท
– รุ่น V ราคา 609,000 บาท
– รุ่น SV ราคา 665,000 บาท
– รุ่น RS ราคา 739,000 บาท (รุ่นที่ใช้ในการทดสอบ)