รีวิว All-new Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ เอสยูวีคันนี้มีของดีอยู่ที่ข้างใน

666
0

แม้ว่า All-new Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ อาจไม่ใช่ตัวตายตัวแทนที่แท้จริงของ Captiva เดิมที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงในบ้านเราก่อนหน้านี้ แต่มันก็มีดีมากพอที่จะกลายเป็นรถเอสยูวีประจำบ้านสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถครอบครัวในระดับราคา 1 ล้านบาทต้น

บทความนี้เราคงไม่พูดถึงว่า Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ ใช้พื้นฐานมาจากรถรุ่นใดในตลาดโลก เพราะคุณสามารถเสิร์ชหาได้ง่ายๆ บนกูเกิลอยู่แล้ว แต่เชฟโรเลตระบุในวันเปิดตัวเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่ารถคันนี้ถูกวางตำแหน่งการตลาดไว้กึ่งกลางระหว่าง B-SUV และ C-SUV พร้อมทั้งชูจุดเด่นในด้านความใหญ่โตของตัวถัง และประโยชน์ใช้สอยแบบรถ 7 ที่นั่ง แต่มีราคาจำหน่ายเทียบเท่ารถ B-SUV จากแบรนด์ญี่ปุ่น

อันที่จริง Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ มีให้เลือกทั้งรุ่น 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง โดยรุ่นเริ่มต้นเรียกว่า LS มาพร้อมห้องโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ซึ่งคุณสามารถจ่ายเพิ่ม 30,000 บาท เพื่อแลกกับเบาะนั่งแถวที่ 3 ได้ ส่วนรุ่น LT และรุ่นท็อปสุดที่เรียกว่า Premier จะเป็นห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่งจากโรงงาน

สำหรับรุ่นที่เรามีโอกาสทดสอบในครั้งนี้เป็นรุ่น Premier แบบ 7 ที่นั่ง ที่มีอุปกรณ์มาตรฐานครบครันที่สุด แลกกับค่าตัว 1,199,000 บาท

 

ภายนอก

ดีไซน์ด้านหน้าของ Captiva 2019 ใหม่ ผมยอมรับเลยว่าออกแบบได้โฉบเฉี่ยวดูทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นไฟ LED ดีไซน์เรียวบาง การย้ายชุดไฟหลักไปไว้บริเวณกันชน พร้อมทั้งกระจังหน้าอันใหญ่โตที่ช่วยเสริมคาแร็คเตอร์ของตัวรถให้ดูชัดเจน แต่นอกนั้นแล้วต้องบอกว่านานาจิตตัง ไม่ว่าจะเป็นตัวถังด้านข้างที่ดูไม่เข้ากับซุ้มล้อเท่าไหร่นัก ด้านท้ายที่ชวนให้นึกถึง Audi Q7 ด้วยไฟท้ายที่ติดไว้กับประตูหลังทั้งชุด แต่การออกแบบก็ยังรู้สึกขัดใจไปหน่อย แถมยังไม่ใช่ไฟท้ายแบบ LED แม้กระทั่งรุ่นท็อปสุดก็ตาม

แต่จุดขายของ Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ อยู่ที่ขนาดตัวถังที่ใหญ่โตยิ่งกว่า C-SUV แท้ๆ เสียอีก โดยมีความยาวตลอดคันอยู่ที่ 4,655 มม. (เทียบกับ Honda CR-V ที่มีความยาว 4,571 มม. และ Mazda CX-5 ที่มีความยาว 4,550 มม.) ความกว้างอยู่ที่ 1,835 มม. ความสูง 1,760 มม. ความยาวฐานล้อ 2,750 มม. หากพูดง่ายๆ คือ Captiva มีขนาดเทียบเท่า (และใหญ่กว่า) C-SUV แต่มีราคาจำหน่ายเทียบเท่า B-SUV อีกทั้งยังมีความสูงจากพื้นถนน 175 มม. แม้ว่าจะไม่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ก็พอให้ขับผ่านทางลูกรังได้แบบสบายใจ

ไฟหน้าของรุ่น Premier เป็นแบบโปรเจคเตอร์ LED พร้อมไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED, มีระบบไฟนำทางเข้าบ้าน Walk Me Home ช่วยส่องสว่างหลังดับเครื่องยนต์, เสริมความสมบุกสมบันด้วยซุ้มล้อและชายประตูสีดำ, กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว, สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก, หลังคา Panoramic Sunroof ขนาดใหญ่ เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบ One-touch และล้ออัลลอยแบบทูโทนขนาด 17 นิ้ว

 

ภายใน

จากขนาดภายนอกที่ใหญ่โต ทำให้ห้องโดยสารรู้สึกโปร่งโล่งสบาย พื้นที่เหนือศีรษะมีให้แบบเหลือๆ ขณะที่คุณภาพวัสดุและการประกอบทำได้ดีกว่าที่คิดไว้แต่แรก พอจะช่วยให้ลืมความเป็นรถจีนดั้งเดิมได้ แต่กระนั้น มันก็ยังเป็นรองงานประกอบจากฝั่งญี่ปุ่นอยู่นิดหน่อย แต่ก็ถือว่าอยู่ในจุดที่พอรับได้

ความหวือหวาของห้องโดยสาร Captiva ใหม่ อยู่ที่การติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเมนท์แนวตั้งขนาดใหญ่ถึง 10.4 นิ้ว รองรับระบบ Chevrolet Link สำหรับแสดงภาพจากหน้าจอมือถือ มีระบบ Bluetooth และช่อง USB ให้ถึง 4 ตำแหน่งสำหรับชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ขณะที่รุ่น Premier ยังเสริมด้วยระบบเสียง Infinity by Harman ซึ่งก็คือหนึ่งในซับแบรนด์ของ Harman International ผู้ผลิตเครื่องเสียง Harman Kardon ที่อยู่ในรถยุโรปหรูๆ นั่นแหละครับ มาพร้อมระบบเสียงรอบทิศทางด้วยลำโพง 9 จุดรวมซับวูฟเฟอร์ ซึ่งคุณภาพเสียงอยู่ในระดับ “ใช้ได้” คือ ดีกว่ารุ่นที่ไม่มี Infinity by Harman ชัดเจน แต่อย่าหวังว่าจะไปเทียบกับ Harman Kardon ที่เคยอยู่ในเมอเซเดส-เบนซ์รุ่นก่อนๆ โดยเด็ดขาด เอาเป็นว่าถ้าคุณอยากได้รถที่มีเครื่องเสียงดีๆ ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับเป็นประเภทหูทิพย์นัก ก็น่าจะพอใจกับเครื่องเสียงชุดนี้แล้วล่ะครับ

เบาะนั่งภายในห้องโดยสารของรุ่น Premier ถูกหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์สีดำ Charcoal Black ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางฝั่งผู้ขับ ขณะที่ฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าเป็นแบบปรับมือธรรมดา ตัวเบาะมีขนาดใหญ่ นั่งสบาย แถมยังมีพื้นที่รองต้นขาค่อนข้างใหญ่ ขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 2 สามารถปรับเอนและพับแยกแบบ 60:40 ได้ ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 ปรับพับแยกแบบ 50:50 ได้ ส่วนพื้นที่ห้องโดยสารแถวที่ 3 ยืนยันว่าสามารถนั่งได้จริง แต่เหมาะสำหรับผู้ที่มีรูปร่างเล็กเสียหน่อย แถมยังต้องนั่งชันเข่าอยู่พอสมควร

อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ มีให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์ทั้ง 3 แถว, มาตรวัดความเร็วพร้อมหน้าจอ DIC แบบ Full TFT ขนาด 7 นิ้ว, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มวัสดุหนัง พร้อมปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์, เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อมฟังก์ชั่น Auto Vehicle Hold, กุญแจแบบ Keyless Entry ที่เรียกว่า PEPs พร้อมปุ่ม Push Start, ไฟส่องสว่างในห้องโดยสารและไฟอ่านแผนที่แบบ LED, กล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ Bird eye view และเซ็นเซอร์ช่วยจอดหน้า-หลัง เป็นต้น

ด้านระบบความปลอดภัยประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้าและถุงลมนิรภัยด้านข้างคู่หน้ารวม 4 จุด, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA, ระบบเบรก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบเสริมแรงเบรก BA, ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS และระบบวัดแรงดันลมยาง TPMS เป็นต้น

ขุมพลังของ Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ เป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบชาร์จ 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พร้อมวาล์วแปรผันคู่ DVVT ให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ที่ 2,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมระบบ Shift Control ที่สามารถล็อกอัตราทดได้ 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้าทุกรุ่นย่อย รองรับเชื้อเพลิงทางเลือกสูงสุด E10

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ติดตั้งดิสก์เบรกมาให้ทั้ง 4 ล้อตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

 

การขับขี่

ก่อนหน้าที่ Chevrolet Captiva 2019 ใหม่จะถูกเปิดตัว ผมได้พูดคุยกับ คุณมุก พัชรพรรณ โฮ่ลิ่ม ผู้จัดการฝ่ายการสื่อสารของจีเอ็มประเทศไทย ซึ่งบอกกับผมว่า “เชื่อพี่เถอะ รถรุ่นนี้มันดีกว่าที่คิดแน่นอน” ซึ่งผมเองก็ยังแอบค้านอยู่ในใจเล็กๆ ว่ารถรุ่นนี้จะออกมาดีแค่ไหนกันนักเชียว เพราะช่วงนั้นก็มีการทำตลาดโมเดลนี้ภายใต้ยี่ห้ออื่นอยู่สักพักแล้ว

ในด้านการขับขี่นั้น เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.5 ลิตร ของ Captiva สามารถตอบสนองได้ดีกว่าที่คิดเอาไว้ และเข้ากันได้ดีกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT มันไม่มีอาการหน่วงประหลาดๆ ใดๆ ให้เห็นทั้งสิ้น เทอร์โบชาร์จสามารถตอบสนองได้ดี แม้ว่าจะมีอาการ Lag เล็กน้อยช่วงออกตัวบ้างก็ตาม แต่มันไม่ได้สร้างความน่ารำคาญใจเท่าใดนักโดยเฉพาะการขับขี่ทางไกลแบบที่เราทดสอบกันในครั้งนี้

ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. จะใช้รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ประมาณ 2,100 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นรอบเครื่องยนต์ที่เหมาะสมสำหรับการขับขี่ทางไกล ไม่โหลดภาระเครื่องยนต์จนเกินไปนัก

ในช่วงการขับขี่ในเมืองนั้น ให้ความรู้สึกคล่องแคล่วทีเดียวแม้ว่าตัวถังจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรอบวงของยางที่มีขนาดไม่ใหญ่โตเหมือนกับ SUV หรือ PPV แท้ๆ ทำให้การมุดซ้าย-ขวาไปตามการจราจรทำได้ดี อีกทั้งยังมีทัศนวิสัยค่อนข้างดี อันเป็นผลจากตำแหน่งที่นั่งสูงกว่ารถเก๋งทั่วๆ ไป ขณะที่พวงมาลัยไฟฟ้ามีน้ำหนักค่อนข้างเบา แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงมันกลับไม่ได้เพิ่มน้ำหนักอย่างที่ควรจะเป็น ดังนั้น หากขับด้วยความเร็วสูงอาจต้องประคองพวงมาลัยให้นิ่งๆ เสียหน่อย

ช่วงล่างของ Captiva เน้นความนุ่มนวลเป็นหลัก ดังนั้น การขับผ่านรอยต่อถนนหรือทางขรุขระจึงสามารถซับแรงสะเทือนได้ดี ให้ความนุ่มสบายกว่าที่คิดไว้ หากมีผู้โดยสารสูงอายุหน่อยน่าจะชื่นชอบช่วงล่างของรถรุ่นนี้ ขณะที่การขับด้วยความเร็วสูงบนทางตรงนั้น ก็ยังให้ความหนึบแน่นเหมือนกับรถรุ่นใหญ่ แต่กระนั้น ด้วยตัวถังที่ค่อนข้างสูงบวกกับช่วงล่างที่เซ็ตมานิ่มนวล ก็ต้องแลกกับอาการโยนในขณะเข้าโค้งที่ค่อนข้างชัดเจน มันจึงเป็นรถที่ไม่เหมาะกับการเล่นโค้งสักเท่าไหร่นัก

การเก็บเสียงของ Captiva ทำออกมาได้ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากพื้นถนนและเสียงลมที่ไหลผ่านตัวถัง แม้ว่าจะใช้ความเร็วระดับ 120 กม./ชม. เสียงภายในห้องโดยสารก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ สามารถพูดคุยกับคนข้างๆ ได้สบาย จะมีก็เพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแทรกเข้ามาชัดเจนเมื่อลากรอบเครื่องยนต์จัดๆ เท่านั้น

สรุป

Chevrolet Captiva 2019 ใหม่ เป็นรถเอสยูวีที่มีจุดขายชัดเจน นั่นคือ ขนาดตัวถังกว้างขวาง รองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง แต่มีราคาจำหน่ายเทียบเท่ากับ B-SUV ในท้องตลาด อุปกรณ์มาตรฐานอยู่ในระดับกลางๆ และน่าเสียดายที่ไม่มีฟีเจอร์ช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงใดๆ แต่ก็แลกมากับเครื่องยนต์ที่ให้กำลังดีเทียบชั้นรถญี่ปุ่น เข้ากันได้ดีกับเกียร์ CVT ช่วงล่างนุ่มนวลนั่งสบาย เหมาะสำหรับเป็นรถครอบครัวคันที่สอง หากบ้านมีสมาชิกที่ต้องเดินทางไปไหนด้วยกันมากกว่า 5 คนอยู่เป็นประจำแล้วล่ะก็ Captiva ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจครับ