รีวิว Mercedes-Benz C300e AMG Dynamic 2019 ใหม่ แรงหล่อหรูครบเครื่อง

439
0

แม้ว่า Mercedes-Benz A-Class Saloon จะกลายเป็นรถซีดานรุ่นเล็กสุดแทนที่ C-Class ไปแล้ว (ไม่นับรวม CLA เนื่องจากเป็นรถ 4 ประตูสไตล์คูเป้) แต่ก็ยังน่าคบหาด้วยขนาดตัวพอเหมาะสำหรับการขับขี่ในเมือง ขับออกต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว ชื่อชั้นหรูหราสมฐานะ ครองใจใครหลายคนมาอย่างยาวนาน

ล่าสุด Top Gear Thailand ได้มีโอกาสนำเอา Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic มาทดสอบดูบ้าง ซึ่งถือเป็นขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ต่อยอดมาจาก C 350 e ที่หยุดวางจำหน่ายไปพร้อมกับการปรับเฟซลิฟต์ก่อนหน้านี้

ปัจจุบัน C 300 e เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดถูกวางจำหน่ายควบคู่กับเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ที่ถูกนำกลับมาทำตลาดอีกครั้งในรุ่น C 220 d โดยทั้งคู่สามารถเลือกได้ทั้งแพ็คเกจ Avantgarde และ AMG Dynamic ซึ่งแตกต่างกันพอสมควรทั้งด้านออปชั่นและราคาจำหน่าย

สำหรับ C 300 e AMG Dynamic ที่เรานำมาทดสอบในครั้งนี้ ถูกวางให้เป็นรุ่นท็อปสุดในกลุ่ม C-Class Saloon โดยมีราคาจำหน่าย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านบาททอน 1 หมื่น (แต่ขอต่อรองส่วนลดจากโชว์รูมได้อีกแบบไม่ยากเย็น) จากเดิมที่รุ่นท็อปของ C-Class Saloon จะพุ่งไป 3 ล้านกว่าบาท แถมยังได้เครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ “แรง” และ “ประหยัด” กว่า C 350 e เดิมอีกด้วย

 

ภายนอก

ภายนอกของ C 300 e AMG Dynamic จัดว่าเป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์มาตรฐานครบครันที่ชุด มาพร้อมชุดแต่ง AMG Bodystyling รอบคัน ที่เน้นความสปอร์ตกว่า Avantgarde อย่างเห็นได้ชัด ตบด้วยล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้าน สี Tremolite Grey ขนาด 18 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Michelin Primacy 3 ขนาด 225/45 คู่หน้า และ 245/40 คู่หลัง แบบรันแฟลต

C 300 e AMG Dynamic ถูกติดตั้งไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ดีไซน์ใหม่ที่มีระบบ Adaptive Highbeam Assist สามารถปรับองศาไฟสูงหลบหลีกรถคันอื่นได้อัตโนมัติ พร้อมระบบปรับองศาตามการเลี้ยวของพวงมาลัย Active Light System และไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง Cornering Light รับกับกระจังหน้าแบบ Diamond Grille สีเงิน

ขณะที่อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ประกอบด้วย ไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่เป็นรูปตัว C, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, กระจกมองข้างผู้ขับขี่ปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ (ทำงานคู่กับกระจกมองหลังภายในรถ), ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมระบบ HANDS-FREE ACCESS สามารถสั่งงานด้วยการสอดเท้าเข้าไปบริเวณใต้กันชนท้าย รวมถึงหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ (Electric Panoramic Sliding Glass Sunroof)

 

ภายใน

ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารก็จะสัมผัสได้ถึงการตกแต่งเน้นความสปอร์ต ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแบบสปอร์ตสีแดงปรับด้วยไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมเมมโมรี่ที่ทำงานคู่กับตำแหน่งพวงมาลัยและกระจกมองข้าง เสริมด้วยที่รองต้นขาแบบยืดหดได้ด้วยไฟฟ้า, เพดานห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำ, พวงมาลัยแบบ 3 ก้านท้ายตัด พร้อมปุ่มแบบ Touch Control และแป้นคันเร่งแบบสปอร์ต

หากแต่แผงคอนโซลกลับเลือกตกแต่งด้วยลายไม้ Anthracite open-pore oak wood ที่ดูขัดๆ ไปเสียหน่อย เพราะปกติแล้วลายไม้มักจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลายมากกว่า

ในรุ่น AMG Dynamic ยังมาพร้อมกับมาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอลล้วน (All-digital instrument display) ด้วยหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว สามารถปรับการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sport และ Progressive แต่ใครที่รักความแรงน่าจะชอบโหมด Sport ที่สามารถแสดงความเร็วและรอบเครื่องยนต์แบบตัวเลขล้อมด้วยกรอบสีแดงดูดุดันสมใจ

หน้าจอดังกล่าวมาพร้อมระบบอินโฟเทนเมนท์ MB Audio 20 พร้อมหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว พร้อมปุ่ม Controller แบบหมุนและ Touchpad ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการสั่งงานขณะขับขี่ มาพร้อมระบบแผนที่นำทางในตัว เสริมด้วยชุดเครื่องเสียงรอบทิศทางจาก Burmester ที่ให้คุณภาพเสียงใสกิ๊ง ตบท้ายด้วยฟีเจอร์ Mercedes me เพิ่มขึ้นมาจากเดิม

หน้าจอชุดนี้ยังสามารถแสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ Bird-eye view ได้ ซึ่งมีความละเอียดอยู่ในระดับที่น่าประทับใจ ชัดแจ๋วทุกพิกเซล ส่วนภาพมุมสูงที่ทำงานผ่านกล้องทั้งหมด 4 ตัวรวมเข้าไว้ด้วยกันนั้น ยังให้การแสดงผลที่เรียบเนียนสวยงาม กะระยะได้ง่าย ทำงานคู่กับเซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน PARKTRONIC และยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist ให้ด้วย

ซึ่งระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist ใน C 300 e AMG Dynamic เป็นแบบอัตโนมัติจริงๆ นั่นหมายความว่าผู้ขับขี่ไม่ต้องควบคุมคันเร่ง เกียร์ และทิศทางพวงมาลัยใดๆ ทั้งสิ้น!

ระบบปรับอากาศของรุ่น AMG Dynamic เป็นแบบอัตโนมัติ THERMOTRONIC 3-ZONE ซึ่งนอกจากจะปรับอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวาได้ ยังปรับอุณหภูมิสำหรับห้องโดยสารตอนหลังแยกต่างหากได้ด้วย อีกทั้งรถคันนี้เป็นขุมพลังแบบปลั๊กอินไฮบริดที่ใช้ไฟจากแบตเตอรี่ไฮบริดในการสร้างความเย็นให้ระบบปรับอากาศ จึงมีฟีเจอร์ Pre-entry climate control via key ช่วยเปิดระบบปรับอากาศให้อัตโนมัติก่อนขึ้นรถอีกด้วย จัดว่าเป็นฟีเจอร์ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอากาศของบ้านเรา

แต่ฟังก์ชั่นประจำตัวของรถเบนซ์แทบทุกรุ่นที่คอยดึงอากาศจากภายนอกเข้ามาภายในห้องโดยสารเป็นระยะๆ นั้น ไม่ต้องห่วงครับ… เพราะ C 300 e AMG Dynamic ก็มีมาให้เช่นกัน คุณจึงจำเป็นต้องเอื้อมมือไปกดปุ่มให้อากาศเวียนภายในรถทุกครั้งที่เริ่มได้กลิ่นควันรถเหม็นๆ จากภายนอก ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ทำเอาผมรู้สึกตะหงิดๆ ทุกครั้งที่ยืมเอารถเบนซ์มาทดสอบ

ห้องโดยสารของ C 300 e AMG Dynamic มีขนาดใกล้เคียงกับ BMW 3-Series (G20) โฉมปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ได้กว้างขวางแบบรถญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ถึงกับอึดอัดจนเกินไปนัก คุณยังสามารถใช้ชีวิตกับมันได้อย่างสบายๆ แม้จะต้องนั่งเหงาๆ คนเดียวอยู่ภายในรถขณะขับผ่าน ถ.สุขุมวิท ช่วงเย็นหลังเลิกงาน

แต่สำหรับผู้โดยสารตอนหลังอาจรู้สึกว่าพื้นที่เหนือศีรษะถูกเบียดเบียนจากหลังคาพาโนรามิกซันรูฟไปบ้าง แม้ว่าเบาะรองนั่งจะถูกออกแบบให้เตี้ยกว่าชาวบ้านเขาหน่อยอยู่แล้วก็ตาม ดังนั้น หากคุณต้องโดยสารทั้งครอบครัวและมีผู้โดยสารหลังอยู่เป็นประจำ ผมขอแนะนำให้ขยับไปเล่น E-Class ตัวล่างน่าจะเหมาะกว่า

 

ระบบความปลอดภัย

ในรุ่น C 300 e AMG Dynamic มีระบบช่วยเบรก Active Brake Assist, ควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Distance Pilot DISTRONIC, ระบบจำกัดความเร็ว SPEEDTRONIC และระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE System

ขณะที่ระบบความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมนิรภัยหัวเข่าผู้ขับขี่, ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP, ระบบเบรก ABS, ระบบ ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist, ระบบรักษาความเร็ว Cruise Control และจำกัดความเร็ว SPEEDTRONIC, ระบบเตือนแรงดันลมยาง และระบบเตือนอาการเหนื่อยล้า ATTENTION ASSIST เป็นต้น

 

เครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อน

Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic มาพร้อมขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-1,400 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ส่งผลให้มีกำลังรวมสูงสุดทั้งระบบอยู่ที่ 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร เทียบกับ C 350 e เดิมที่มีกำลังสูงสุดรวม 279 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตัน-เมตร

ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC พร้อม Gearshift Paddles ที่พวงมาลัย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ถูกเคลมไว้ที่ 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กม./ชม.

โหมดการขับขี่มีให้เลือกทั้งหมด 4 แบบ ได้แก่ Hybrid, E-MODE, E-Save และ Charge โดย Hybrid จะเป็นการขับขี่แบบสลับกันไประหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วน E-MODE จะใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 130 กม./ชม.

ขณะที่โหมด E-SAVE จะรักษาระดับแบตเตอรี่คงเหลือไม่ให้ต่ำไปกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้น และโหมด Charge ที่ใช้เครื่องยนต์ช่วยปั่นกระแสไฟไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่

แบตเตอรี่ใน C 300 e ถูกปรับปรุงให้มีความจุมากกว่าเดิมอยู่ที่ 13.5 kWh ซึ่งจากการทดลองขับตามปกติจะได้ระยะทางขับขี่ราว 30 กิโลเมตรขึ้นไป แต่ไม่ถึง 40 กิโลเมตร ซึ่งแม้ว่าตัวเลขจะแปรผันตามน้ำหนักฝ่าเท้าและสภาพการจราจรในขณะนั้น แต่หากคุณขับรถคันนี้ไปทำงานในระยะทางราว 20-30 กิโลเมตร ก็เพียงพอที่จะให้คุณไปถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลยแม้แต่หยดเดียว

การชาร์จไฟของ C 300 e AMG Dynamic สามารถใช้อะแดปเตอร์ติดรถเสียบเข้ากับเต้ารับแบบ 3 รูได้ทันที เหมาะสำหรับการชาร์จไฟทิ้งไว้แบบทั้งคืน คือ กลับถึงบ้านช่วงหัวค่ำแล้วเสียบชาร์จทิ้งไว้ เช้าวันรุ่งขึ้นค่อยขับไปทำงาน หรือสามารถเลือกติดตั้ง Wallbox ที่ช่วยร่นระยะเวลาชาร์จลงเหลือ 1 ชั่วโมง 50 นาที นับจากปริมาณแบตเตอรี่ 10% จนถึง 100%

ช่วงล่างของ C 300 e ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเปลี่ยนจากช่วงล่างถุงลม AIRMATIC มาเป็นช่วงล่างแบบสปริงธรรมดา ซึ่งไม่นุ่มนวลเท่ากับ C 350 e อย่างแน่นอน แต่ก็แลกมาด้วยความสบายใจในระยะยาวที่ไม่ต้องกังวลถึงค่าซ่อมบำรุง และอาจเป็นเหตุผลที่ MBTH เลือกใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว แทนที่ล้อ 19 นิ้วเดิมเพื่อชดเชยความนุ่มนวลที่หายไปนั่นเอง

 

การขับขี่

อัตราเร่งของ Mercedes-Benz C 300 e ใหม่ เรียกว่าจัดจ้านชนิดหลังติดเบาะ เพราะแม้จะใช้โหมด Comfort ปกติ แต่ทันทีที่กดคันเร่งแบบจมมิด ล้อคู่หลังจะส่งเสียงเอี๊ยดนิดๆ พร้อมกับพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นเหวอเลยทีเดียว แม้จังหวะที่ตัวรถกำลังไต่ความเร็วอย่างพรวดพราดอยู่นั้น ก็สัมผัสได้ถึงการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ถ่ายทอดกำลังแบบมหาศาลจนแทบไม่อยากเชื่อว่านี่คือรถบ้านธรรมดาๆ ราคาไม่ถึง 3 ล้านบาทสำหรับขับจากบ้านไปออฟฟิศ

เท่าที่จับเวลาคร่าวๆ ตัวรถสามารถไต่ความเร็วจากจุดหยุดนิ่งจนแตะความเร็ว 100 กม./ชม. ได้ในเวลาราว 6 วินาทีเท่านั้น และยังไหลต่อเนื่องแบบไม่มีทีท่าว่าจะหย่อนแรงลงเลย ดังนั้น C 300 e AMG Dynamic คันนี้ จึงตอบโจทย์ได้อย่างครอบคลุมไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองและการขับขี่ทางไกลที่ต้องอาศัยสมรรถนะมากขึ้น อันที่จริงเรียกได้ว่า “เกินพอ” ด้วยซ้ำไป

ช่วงล่างของ C 300 e AMG Dynamic ให้ความหนึบหนับกำลังดี แม้จะไม่นิ่มเหมือนกับช่วงล่างถุงลมของ C 350 e แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งกระด้างจนน่ารำคาญ อันที่จริงผมรู้สึกชอบการเซ็ตช่วงล่างในลักษณะนี้มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะมันเหมาะเจาะทั้งการขับขี่ในเมืองและการขับขี่ด้วยความเร็วสูง เดาอาการได้ง่าย และให้ความมั่นใจได้ดี

แป้นเบรกของ C 300 e ให้ความรู้สึกแตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปแท้ๆ อยู่นิดหน่อย คือ เมื่อเริ่มเหยียบแป้นเบรกจะให้ความรู้สึกเหมือนเบรกไม่ค่อยจับเท่าที่ควร ต้องเพิ่มน้ำหนักเท้าให้มากขึ้นกว่าปกติสักหน่อย แต่หากใช้งานจนชินก็น่าจะจับจังหวะได้อย่างไม่มีปัญหา

ขณะที่พวงมาลัยของ C 300 e ให้ความกระชับได้ดี วงเลี้ยวแคบ สามารถลัดเลาะไปในเมืองได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะที่การขับขี่ที่ความเร็วสูงก็จะมีความหนืดสู้มือขึ้นมาพอสมควรตามประสาพวงมาลัยไฟฟ้า ส่วนการเก็บเสียงนั้น ก็อยู่ในระดับพรีเมียมคอมแพ็คทั่วไป แม้ว่าจะไม่ได้เงียบสนิทอย่างที่คาดหวังจากรถตราดาว เพราะในช่วงความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม. จะมีเสียงยางบดถนนให้ได้ยินบ้าง แต่เมื่อใช้ความเร็วมากกว่านั้น ก็จะเริ่มได้ยินเสียงลมจากด้านข้างแทรกเข้ามา แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้ายอะไร

สรุป Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic เป็นรถซี-คลาสที่มีกำลังเป็นรองเพียงแค่ Mercedes-AMG C 43 Coupe เท่านั้น มันเป็นรถสำหรับใช้งานทั่วไปที่มีพละกำลังให้ใช้อย่างเหลือเฟือ พร้อมทั้งเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่ช่วยให้มันกลายร่างเป็นรถไฟฟ้าชั่วคราวได้ และยังเปี่ยมไปด้วยภาพลักษณ์หรูหราในแบบเมอเซเดส-เบนซ์ ไม่นับราคาขายต่อดีที่สุดในกลุ่ม หากคุณพร้อมจะจ่ายเงินในระดับ 3 ล้านบาทมีทอนแล้วล่ะก็ นี่คือทางเลือกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งครับ

ราคาจำหน่าย Mercedes-Benz C 300 e AMG Dynamic 2019 ใหม่ อยู่ที่ 2,990,000 บาท