รีวิว All-new Mazda3 2019 ใหม่ หล่อพรีเมียม ช่วงล่างขับมันส์

1213
0

All-new Mazda3 2019 ใหม่ เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ผมคาดหวังเอาไว้ค่อนข้างสูง เพราะโฉมที่แล้วก็ทำออกมาได้ดีเยี่ยมจนกลายเป็นโมเดลสร้างชื่อของมาสด้า และเป็นหนึ่งในรถระดับ C-Segment เพียงไม่กี่รุ่นที่ยังคงยืนหยัดทำตลาดอย่างสง่าผ่าเผยมาจนถึงทุกวันนี้

จึงไม่แปลกที่หลายคนจะตั้งความหวังกับ Mazda3 เจเนอเรชั่นที่ 4 ว่าจะต้องดีกว่ารุ่นเดิมขึ้นไปอีก ซึ่งผมบอกไว้ก่อนจะเริ่มบทความนี้เลยว่า “มาสด้าทำได้” และทำออกมาได้ดีมากเสียด้วย!

All-new Mazda3 ในบ้านเราถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดจองทะลุ 1 พันคันภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน อีกทั้งยังทยอยส่งมอบไปแล้วกว่า 600 คัน เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะที่ยอดจำหน่ายรวมของ Mazda3 ทั่วโลกนับตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกเมื่อปี พ.ศ.2546 มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 6 ล้านคันไปแล้ว

ดีไซน์ภายนอกเน้นความ “ศิลป์”

Mazda3 ใหม่ มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 ตัวถังเช่นเดิม ได้แก่ Sedan 4 ประตู และ Fastback 5 ประตู (มาสด้าเปลี่ยนการเรียกตัวตัวถังแบบ 5 ประตูจาก Hatchback มาเป็น Fastback) แม้ว่าทั้งคู่จะยังคงถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Kodo แต่ก็มีเส้นสายตัวถังแตกต่างกันไปอย่างชัดเจน

โดยในรุ่น Fastback มีการออกแบบตัวถังด้านข้างให้ปราศจากเส้น “ไหล่” ทำให้ตัวรถดูคลีนยิ่งขึ้น มาพร้อมเสา C-pillar ขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อพบเห็นครั้งแรกอาจดูขัดตาไปบ้าง แต่พอนานเข้าก็รู้สึกว่ามันดูมีเสน่ห์ไม่เบาทีเดียว เสริมบุคลิกด้วยไฟท้ายรูปทรงเรียวบางที่ให้ความรู้สึกราวกับรถจากอิตาลีเลยทีเดียว

ขณะที่โฉม Sedan ถูกเน้นความหรูหราพรีเมียมมากกว่า โดยยังคงมีเส้น “ไหล่” ที่ช่วยให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวและแข็งแรงมากขึ้น ชุดไฟท้ายถูกออกแบบให้มีความยาวมากกว่ารุ่น Fastback เพื่อให้รับกับดีไซน์โดยรวมของตัวถัง หากมองจากมุมด้านท้ายจะพบว่า มันให้ความหรูหราและพรีเมียมสมคำคุย หากคุณมองในภาพแล้วยังรู้สึกว่าไม่เท่าไหร่ ผมขอแนะนำให้ไปดูตัวจริงในโชว์รูม เพราะมันสวยกว่าที่ปรากฏในภาพจริงๆ

เหตุผลหนึ่งมาจากการที่มาสด้าได้ออกแบบตัวถังของ Mazda3 ทั้งรุ่น Fastback และ Sedan ให้เล่นกับแสงและเงาได้เป็นอย่างดี สีที่ปรากฏบนตัวถังจะดูแตกต่างกันไปตามแต่ละมุมมองและแสงตกกระทบในขณะนั้น เหล่านี้แสดงถึงความพิถีพิถันในการออกแบบของวิศวกรอย่างที่หาไม่ได้ในรถญี่ปุ่นระดับเดียวกัน

All-new Mazda3 2019 ใหม่ มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ทั้งโฉม Fastback และ Sedan

Mazda3 Fastback
– รุ่น 2.0 C Sports
– รุ่น 2.0 S Sports
– รุ่น 2.0 SP Sports

Mazda3 Sedan
– รุ่น 2.0 C
– รุ่น 2.0 S
– รุ่น 2.0 SP

 

อุปกรณ์มาตรฐานภายนอก-ภายในให้ครบตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น 

ภายนอกของ Mazda3 ใหม่ ติดตั้งไฟหน้าแบบ LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมระบบปรับระดับความสูงอัตโนมัติ, ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED (เฉพาะรุ่น 2.0 SP), กระจกมองข้างปรับ-พับอัตโนมัติ พร้อมระบบปรับมุมต่ำเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง, กระจกไฟฟ้าขึ้น-ลงอัตโนมัติทั้ง 4 บาน, ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และท่อไอเสียปลายคู่ ส่วนรุ่น Fastback จะมีสปอยเลอร์หลังเพิ่มขึ้นมา ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

ในรุ่น S และ SP มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่น C ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว เหมือนกันทั้งรุ่น Fastback และ Sedan

ภายในห้องโดยสารถูกตกแต่งอย่างหรูหราพิถีพิถัน ด้วยการเลือกใช้วัสดุหลากหลายชนิดประกอบเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งออกแบบแผงคอนโซลให้ดูมินิมอล ปนด้วยกลิ่นอายวินเทจนิดๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องแอร์ที่ดูกลืนไปกับแผงคอนโซล เติมความหรูหราด้วยโครเมียมกึ่งเงาแบบที่พบในรถหรูจากยุโรป ซึ่งผมยกให้ดีไซน์ภายในของ Mazda3 เป็นดีไซน์ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในรถ C-segment จากญี่ปุ่นในขณะนี้ เพราะมันเปี่ยมไปด้วยรสนิยมในแบบที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจอในรถญี่ปุ่นระดับราคา 1 ล้านบาทบวกลบ

ทุกรุ่นย่อยถูกติดตั้งเบาะนั่งหุ้มวัสดุหนังปรับไฟฟ้าฝั่งผู้ขับ 10 ทิศทาง พร้อมเมมโมรี่ 2 ตำแหน่ง, เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถปรับสูง-ต่ำได้, เบาะหลังปรับพับแยกแบบ 60:40 พร้อมพนักวางแขนและที่วางแก้วน้ำ ซึ่งห้องโดยสารด้านหน้ามีพื้นที่ใกล้เคียงกับรุ่นที่แล้ว ตัวเบาะให้ความโอบกระชับกำลังดี แม้ว่าเสาเอจะค่อนข้างลาดเทจนเบียดเบียนพื้นที่ด้านหน้าไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วผมนึกถึงห้องโดยสารด้านหน้าของ BMW 3-Series (G20) ขึ้นมาในทันที

สำหรับพื้นที่ห้องโดยสารตอนหลังที่มักเป็นข้อด้อยของรถมาสด้าแทบทุกรุ่น เราได้มีโอกาสทดสอบในรุ่นซีดาน 4 ประตู ซึ่งมาคราวนี้ถูกออกแบบให้โปร่งโล่งกว่าเดิมขึ้นอีกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้มากเท่ากับคู่แข่งอย่างซีวิค ตัวเบาะถูกออกแบบให้มีเว้าหลังเพิ่มความกระชับมากขึ้น ความเอนของพนักพิงอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ชันมาก แต่ก็ไม่ได้เอนมาก พอให้โดยสารได้แบบไม่เมื่อยเมื่อต้องนั่งเป็นระยะเวลานานๆ แต่กระนั้น มันก็ยังแพ้คู่แข่งร่วมสัญชาติไปนิดหน่อยอยู่ดี

แต่จุดที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนวัสดุแผงประตูให้ดูพรีเมียมน่าสัมผัสมากขึ้น จากเดิมที่ขอบแผงประตูด้านบนของบานหลังจะใช้เป็นพลาสติกแข็ง มาคราวนี้ถูกเปลี่ยนเป็นวัสดุที่ให้ความนุ่ม ทำให้บรรยากาศโดยรวมของห้องโดยสารด้านหลังดูน่านั่งมากกว่าแต่ก่อน

หน้าจออินโฟเทนเมนท์ Center Display ขนาด 8.8 นิ้ว ถูกติดตั้งไว้เหนือแผงคอนโซล สั่งงานผ่านปุ่ม Center Commander บริเวณคอนโซลกลางเท่านั้น ไม่สามารถแตะหน้าจอเพื่อสั่งการได้ ตัวหน้าจอให้ความละเอียดสูง พร้อม Interface ที่พัฒนาให้ดูสวยงามและหรูหรามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังตอบสนองต่อการสั่งงานได้อย่างรวดเร็ว ไร้อาการหน่วงใดๆ ทั้งสิ้น สามารถรองรับได้ทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto เพียงแต่ปัจจุบันทางกูเกิ้ลยังไม่เปิดให้ใช้ระบบ Android Auto ในประเทศไทยขณะนี้

ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อต่างๆ มีให้อย่างครบถ้วนทั้ง Bluetooth และ USB ที่เพิ่มความสามารถในการเล่นไฟล์วิดีโอได้ โดยในรุ่น SP มาพร้อมเครื่องเสียงรอบทิศทาง Bose ขับกำลังเสียงผ่านลำโพง 12 ตำแหน่ง ขณะที่รุ่น C และ S จะถูกติดตั้งลำโพงมาให้ 8 ตัว

โดยรุ่น S มีกล้องมองภาพด้านหลังพร้อมเซ็นเซอร์กะระยะท้ายแบบ 4 จุดมาให้ ส่วนรุ่น SP มีกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา สามารถแสดงภาพแบบ Bird-eye View ได้ เสริมด้วยเซ็นเซอร์ท้าย 6 จุด และเซ็นเซอร์หน้าอีก 4 จุด

สวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติถูกออกแบบให้กลมกลืนไปกับแผงคอนโซล สามารถปรับอุณหภูมิแยกซ้าย-ขวาได้ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง (รุ่น C เป็นระบบปรับอากาศธรรมดา), กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ (เฉพาะรุ่น SP), พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง, เบรกมือไฟฟ้าพร้อม Auto Hold และแผงบังแดดพร้อมกระจกแต่งหน้าแบบมีไฟ

มาตรวัดความเร็วเป็นแบบอนาล็อกผสมดิจิตอล โดยมาตรวัดรอบและเข็มแสดงอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นยังคงเป็นแบบอนาล็อก ขณะที่เข็มแสดงความเร็วเป็นแบบดิจิตอลที่แสดงผลผ่านหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถแสดงอัตราสิ้นเปลืองและปริมาณน้ำมันควบคู่กันไปด้วย อีกทั้งยังคงเอกลักษณ์ของมาสด้าด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้า Windshield Active Driving Display ซึ่งไม่มีแผ่นโปร่งแสงที่ทำให้บดบังทัศนวิสัยอีกต่อไปแล้ว เพราะใช้วิธีสะท้อนผ่านกระจกบังลมหน้าไปเลย

ในรุ่น SP มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยขั้นสูง i-ACTIVSENSE ประกอบด้วย 11 ฟังก์ชั่น ได้แก่

– Advanced SBS: Advanced Smart Brake Support
– SBS-RC: Smart Brake Support – Rear Crossing
– SBS-R: Smart Brake Support-Reverse
– LAS: Lane-keep Assist System
– LDWS: Lane Departure Warning System
– DAA: Driver Attention Alert
– MRCC: Mazda Radar Cruise Control
– CTS: Cruising & Traffic Support
– ALH: Adaptive LED Headlamps
– ABSM: Advanced Blind Spot Monitoring (ทุกรุ่นย่อย)
– RCTA: Rear Cross Traffic Alert (ทุกรุ่นย่อย)

แม้ว่าหลายฟังก์ชั่นจะถูกยกมาจากรุ่นที่แล้ว แต่ก็มีบางอย่างที่สร้างความว้าวสำหรับตลาด C-segment ได้พอสมควร นั่นคือระบบ Cruising & Traffic Support ที่สามารถช่วยปรับความเร็วและบังคับพวงมาลัยตามคันหน้าได้อัตโนมัติในช่วงความเร็ว 30-60 กม./ชม. เหมาะสำหรับสภาพจราจรหนาแน่น ที่ต้องขับตามคันหน้าไปเรื่อยๆ แต่กระนั้น ฟังก์ชั่นดังกล่าวจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อความลดลงต่ำกว่า 20 กม./ชม. โดยประมาณ ซึ่งน่าเสียดายที่ไม่สามารถชะลอความเร็วลงจนถึงจุดหยุดนิ่ง

ขณะที่ระบบความปลอดภัยมาตรฐานก็มีมาให้อย่างครบครัน ได้แก่ ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านถุงลม และถุงลมหัวเข่าผู้ขับขี่), ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA, ระบบควบคุมการทรงตัว DSC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS, สัญญาณไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HLA

นอกจากนี้ ยังมีเซ็นเซอร์เตือนคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งด้านหน้าและหลัง โดยเบาะนั่งคู่หน้าจะอาศัยการทำงานของเซ็นเซอร์ในชุดเบาะ ส่วนด้านหลังจะดูจากการเปิดประตูบานหลัง หากพบว่ามีการเปิดประตู จะแสดงเป็นสัญลักษณ์เพื่อเตือนให้คาดเข็มขัดนิรภัย แต่จะไม่มีเสียงเตือนหากไม่คาด แต่ในกรณีที่คาดเข็มขัดแล้วถอดออกในขณะรถเคลื่อนที่ ก็จะมีสัญญาณเสียงเตือนแจ้งให้คาดกลับเข้าไปใหม่

 

ขุมพลังเดิม ปรับปรุงบางจุด แต่ก็แรงเพียงพอ

ด้านขุมพลังของ All-new Mazda3 ใหม่ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ Dual S-VT ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมด Activematic ซึ่งอาจเรียกได้ว่ารถรุ่นนี้เป็นเพียงรุ่นเดียวในกลุ่ม C-segment ที่ยังคงใช้เกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ เอาใจคนที่ชอบแรงดึงแบบดิบๆ ตามประสาผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่

เครื่องยนต์บล็อกนี้แม้ว่าจะถูกยกมาจากรุ่นเดิม แต่ก็มีการปรับปรุงในหลายจุด เช่น ระบบหล่อเย็น, ระบบหัวฉีด, รูปทรงของลูกสูบ และปรับแหวนลูกสูบ มีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15.9 กม./ลิตร ตามมาตรฐานอีโค่สติ๊กเกอร์
นอกจากนี้ Mazda3 ใหม่ ยังมีการติดตั้งระบบ GVC Plus หรือ G-Vectoring Control Plus ที่พัฒนาต่อมาจาก GVC ปกติ โดยนอกจากจะช่วยลดแรงบิดลงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำหนักถ่ายเทมาข้างหน้าขณะเข้าโค้ง เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนแล้วนั้น ยังสามารถเพิ่มแรงเบรกไปยังล้อด้านนอกโค้งเพื่อช่วยดึงตัวรถให้กลับมาสู่ทางตรงได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ คือ GVC จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพขณะรถเริ่มเข้าโค้ง ส่วน GVC Plus จะเข้ามาเสริมเพื่อให้รถออกจากโค้งได้อย่างแม่นยำ

 

ช่วงล่างทอร์ชั่นบีมที่หลายคนตั้งข้อกังขา

จุดหนึ่งที่หลายคนสงสัย ว่าทำไมมาสด้ายังเลือกช่วงล่างด้านหลังแบบกึ่งอิสระทอร์ชั่นบีมมาใช้ ทั้งๆ ที่รถระดับนี้ควรเป็นช่วงล่างแบบอิสระได้แล้ว เรื่องนี้เราได้รับคำตอบทางวิศวกรชาวญี่ปุ่น ซึ่งเขากล่าวกับผมว่า ในระหว่างการพัฒนารถรุ่นนี้ มาสด้าไม่ได้มองถึงการลดต้นทุนใดๆ ทั้งสิ้น หากแต่ช่วงล่างแบบทอร์ชั่นบีมที่ติดตั้งอยู่ใน Mazda3 ใหม่ เป็นคานบิดแบบพิเศษที่แตกต่างจากคานบิดทั่วไป ด้วยการออกแบบให้มีตัวคานมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่ทำให้ช่วงล่างหนึบหนับและไม่แข็งกระด้าง รวมถึงยังมีการออกแบบจุดยึดแบบพิเศษที่ส่งผลให้ปราศจากอาการโยนตัวแบบช่วงล่างในรถทั่วไป

และนี่คือสิ่งที่วิศวกรชาวญี่ปุ่นบอกกับผม…

โดยปกติแล้ว เมื่อรถวิ่งผ่านลูกระนาด จะก่อให้เกิดแรงมากระทำทั้ง 2 แกน คือ ขึ้น-ลง และ หน้า-หลัง ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบาย แต่สำหรับ Mazda3 ใหม่ ด้วยช่วงล่างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษนี้ จะทำให้ตัวรถเกิดแรงกระทำเพียงแกนเดียวเท่านั้น คือ ขึ้น-ลง ช่วยลดอาการเอนหน้า-หลังของร่างกาย ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบาย และมั่นใจยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงเฉพาะการขึ้นลูกระนาดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเข้าโค้ง การขับรถผ่านหลุมหรือฝาท่อ ช่วงล่างของมาสด้า 3 จะช่วยลดอาการโคลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เช่นกัน

 

ลองขับบนเส้นทางภูเก็ต-พังงากับรุ่นซีดานตัวท็อปสุด

ในด้านการขับขี่นั้น เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ของ Mazda3 ใหม่ แม้ว่าจะไม่ได้พ่วงด้วยเทอร์โบเหมือนกับคู่แข่ง แต่ก็เป็นเครื่องยนต์ N/A ที่มีแรงบิดเยอะ มีให้ใช้ได้เสมอ บางจังหวะมีบุคลิกคล้ายกับเครื่องยนต์ดีเซล คือ ไม่ต้องกดคันเร่งลึกถึงขนาดคิกดาวน์ แต่ก็มีแรงบิดออกมาให้เค้นได้พอตัว ในด้านความแรงของเครื่องยนต์จึงไม่ต้องห่วงทั้งนอกเมืองและในเมือง

ด้านความเงียบและแรงสั่นสะเทือนของห้องโดยสารใน Mazda3 ใหม่ ทำได้ดีกว่ารุ่นก่อนอย่างชัดเจน สามารถเก็บเสียงจากพื้นถนนดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เสียงลมในขณะขับขี่ที่ความเร็วสูงยังพอมีให้ได้ยินบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไม่ได้เสียงดังจนน่ารำคาญใดๆ เลย ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่เราเห็นถึงการพัฒนาของมาสด้าได้เป็นอย่างดี

พวงมาลัยไฟฟ้าให้ความเบาที่ความเร็วต่ำ สามารถลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆ ซอกซอยได้อย่างสบายๆ คุณผู้หญิงน่าจะชื่นชอบพวงมาลัยแบบนี้ แต่กระนั้น เมื่อใช้ความเร็วสูงก็จะเพิ่มน้ำหนักขึ้นมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม มีอาการดึงมือแบบธรรมชาติตามฉบับพวงมาลัยที่พัฒนามาสำหรับผู้ที่ชอบการขับขี่ อีกทั้งยังให้ความคมกริบ สามารถหักโค้งได้ตามใจสั่ง โดยรวมมันให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ดีกว่า Honda Civic FC อย่างเห็นได้ชัด

แต่จุดที่ทำให้เรา “ว้าว” ได้มากที่สุด ก็คือ ช่วงล่างที่สามารถเข้าโค้งได้เฉียบที่สุดเท่าที่เราเคยพบเจอมาในรถระดับ C-segment แม้ว่าโดยรวมแล้วช่วงล่างของ Mazda3 ใหม่ ยังมีอาการติดแข็งอยู่นิดๆ ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจคนที่เน้นนั่งสบายไปบ้าง แต่สำหรับการเล่นโค้งแล้วนั้น มันสามารถเก็บอาการโคลงได้อย่างสนิท ลองจินตนาการถึงโค้งที่ต้องขับผ่านอยู่เป็นประจำ เรามักจะมีความเร็วในใจอยู่แล้วว่าโค้งนั้นสามารถใช้ความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่ หากเร็วกว่านั้นรถจะเริ่มแถออกแล้ว แต่สำหรับ Mazda3 ใหม่ มันสามารถทะลุขีดจำกัดเหล่านั้นไปได้อีก เพราะคุณจะแทบไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือโค้งที่คุณมักต้องชะลออยู่เป็นประจำ เพราะช่วงล่างของ Mazda3 ให้ความนิ่งและมั่นใจชนิดที่ผมเองก็ไม่คิดว่ารถบ้านๆ จากญี่ปุ่นจะทำได้ขนาดนี้

สรุป All-new Mazda3 2019 ใหม่ ถูกพัฒนาให้มีความพรีเมียมขึ้นจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน สื่อถึงความพิถีพิถันมากกว่ารถญี่ปุ่นในระดับเดียวกัน แม้ว่าเครื่องยนต์จะแทบไม่ต่างไปจากเดิม แต่ก็ถือว่ามีสมรรถนะเหลือเฟือ (แต่ถ้ามาสด้าหันมาเล่นเครื่องยนต์เทอร์โบได้จะดีมาก เพราะช่วงล่างถูกออกแบบให้รองรับพละกำลังมากกว่านี้ได้อย่างสบาย) การเก็บรายละเอียดภายในห้องโดยสารทำได้ดีขึ้นเยอะ ทั้งคุณภาพวัสดุและการเก็บเสียง รวมถึงมีสัมผัสที่ให้ความรู้สึกกระเดียดไปทางรถยุโรปหรูไม่น้อย ขณะที่ช่วงล่างเนียนกริบ เข้าโค้งได้สนุกสนานและมั่นใจกว่าคู่แข่ง มีอาการติดแข็งนิดๆ

ขณะที่พื้นที่ห้องโดยสารโดยเฉพาะด้านหลังต้องยอมรับอยู่บ้างว่าอาจไม่กว้างเท่ากับคู่แข่ง แต่หากคุณเป็นคนประเภทใช้รถเพียงคนเดียวหรือสองคนอยู่เป็นประจำ เบาะหลังแทบไม่เคยมีใครมานั่ง ก็ตัดปัญหาเรื่องพื้นที่ห้องโดยสารหลังไปได้เลย เพราะกล้าพูดได้เต็มปากว่านี่คือรถคอมแพ็คซีดานจากญี่ปุ่นที่มีช่วงล่างดีที่สุดในตลาดขณะนี้

ราคาจำหน่าย All-new Mazda3 2019 รุ่น 2.0 SP อยู่ที่ 1,198,000 บาท (ทั้ง Sedan และ Fastback)