ทำไม “ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ” ควรเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

1415
0

เพราะเหตุใด “ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ” หนึ่งในฟีเจอร์ความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูง ถึงควรติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานบนรถใหม่ วันนี้เรามีคำตอบ…

การขับรถชนท้ายคือหนึ่งในอุบัติเหตุยอดฮิตของผู้ใช้รถใช้ถนนทั่วโลก ซึ่งทางบริษัทรถยนต์ทราบในจุดนี้ดี พวกเขาจึงได้พัฒนาระบบความปลอดภัยที่มาคอยแก้ไขปัญหา นั่นก็คือ “ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ” อุปกรณ์ที่คนไม่เคยใช้จะมองว่าไม่จำเป็น แต่สำหรับคนเคยผ่านประสบการณ์ระบบทำงานมาแล้ว หากซื้อรถคันถัดไปต้องเลือกรถที่มีแน่นอน

ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทำงานอย่างไร?

ย้อนกลับไปในปี 2009 บริษัทรถยนต์รายแรกที่แนะนำระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Auto Emergency Braking (AEB) ลงบนรถเวอร์ชันจำหน่ายจริงได้แก่ Volvo ซึ่งทำงานด้วยการใช้เรดาห์ตรวจวัดระยะรถคันหน้ากับรถตนเอง โดยเมื่อระยะห่างลดลงมาในระดับที่กำหนดไว้ ระบบจะทำการเบรกรถจนถึงจุดหยุดนิ่งทันที

นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์แต่ละแห่งมีกระบวนการทำงานรวมถึงอุปกรณ์ในระบบต่างกันเล็กน้อย บางรายใช้เรดาห์เพื่อตรวจวัดระยะเพียงอย่างเดียว หรือใช้ทั้งเรดาห์บวกกับกล้องเพื่อเพิ่มความแม่นยำขึ้นไปอีก และก็มีบริษัทเช่น Subaru ที่ใช้ระบบ EyeSight อันมีกล้อง 2 ตัวไว้เพื่อตรวจจับสิ่งแวดล้อมเบื้องหน้า ด้วยการสร้างภาพสามมิติพร้อมประมวลผลในระบบต่อไป

โดยพื้นฐานแล้วเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติของแต่ละยี่ห้อมีจุดประสงค์เหมือนกัน แต่ความเร็วหรือความแม่นยำของระบบนั้นขึ้นอยู่กับหน่วยประมวลผลกลาง CPU ว่ามีประสิทธิภาพมากขนาดไหน กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์พร้อมติดสินใจเร็วกว่าการตอบสนองของผู้ขับขี่ ส่งผลตรงต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารบนรถคันนั้นเป็นอย่างยิ่ง

 

ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติมีกี่ประเภท?

บางคนไม่ทราบว่าระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติที่มีอยู่บนรถของตนเองเป็นประเภทไหน ซึ่งแต่ละแบบนั้นมีช่วงการทำงานในระดับความเร็วที่ต่างกันออกไป ทว่าถ้าแยกออกมาแบ่งได้เป็น 3 ชนิด

เริ่มด้วย AEB เวอร์ชันแรกสุดที่ผู้ใช้รถได้รับความคุ้มครอง นั่นก็คือ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทำงานในความเร็วต่ำ (Low speed หรือ City) ออกแบบมาเพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของรถคันข้างหน้าด้วยความเร็วไม่เกิน 30 กม./ชม. โดยยระบบไม่สามารถตรวจจับคนเดินถนน นักปั่นจักรยาน ตลอดจนสิ่งมีชีวิตที่วิ่งตัดหน้ารถกะทันหันได้

สำหรับรถที่มีระบบนี้ติดตั้งและจำหน่ายในเมืองไทย ได้แก่ Mitsubishi Mirage/Attrage, Mitsubishi Triton, Nissan Almera, Nissan Note เป็นต้น

ต่อมาคือ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติทำงานในความเร็วสูง (High Speed หรือ Inter Urban) ซึ่งมีหลักการทำงานตรงกับชื่อ โดยระบบทำงานที่ความเร็วเกิน 5 กม./ชม. เป็นต้นไป มีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุการขับรถชนท้าย เมื่อเดินทางไกลด้วยความเร็วสูงประมาณหนึ่ง

สำหรับแบบท้ายสุดมีฟีเจอร์พิเศษเพิ่มขึ้นมาจากแบบ High Speed โดยชื่อว่า ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian) ที่สามารถตรวจพบคนเดินตัดหน้ารถ คนปั่นจักรยาน หรือในรถบางคันตรวจจับสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เดินตัดผ่านหน้ารถ โดยระบบนี้อาศัยการทำงานของเรดาห์ กล้อง และเซนเซอร์ เพื่อวิเคราะห์สิ่งต่างๆ ด้านหน้ารถในทุกสภาวะได้แม่นยำขึ้น

ปัจจุบันรถที่ติดตั้งระบบนี้มาให้มีดังนี้ Toyota C-HR Hybrid, Toyota Altis Hybrid, Mazda 3, Mazda CX-30, Nissan X-Trail, Subaru Forester Ford Ranger, Ford Everest, Volvo ทุกรุ่น และรถแบรนด์พรีเมียมบางรุ่น เห็นได้ว่าแบบที่สามนี้มอบความปลอดภัยได้สูงสุด

ข้อควรรู้ในการขับรถที่มีระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ

เชื่อว่าคนที่เคยขับรถซึ่งมาพร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติมาก่อน ต้องเจอประสบการณ์ที่ระบบทำงานเองไวเกินไป หรือระบบไม่ทำงานทั้งๆ ที่สถานการณ์ตรงหน้าเป็นไปตามเงื่อนไขมาตรฐาน ว่าแต่เราจะทำอย่างไรให้ไม่หัวเสียเมื่อใช้งานรถที่มี AEB ในชีวิตจริง

กรณีที่คุณพบว่าระบบเบรกฉุกเฉินทำงานไวจนเกินไป ในรถบางคันสามารถตั้งค่าการตอบสนองของระบบให้ช้าลงได้ หรือไม่ก็ลองปรับสไตล์การขับขี่ลดความเร็วลง พร้อมกับไม่ขับรถจี้ท้ายรถคันหน้ามากเกินไป แต่ถ้าพบว่าระบบไม่ทำงานหรือไม่เสถียรตามที่ควรจะเป็น ให้ลองตรวจสอบที่เซ็นเซอร์หรือกล้อง เพราะอาจมีคราบฝุ่นไปเกาะจนระบบทำงานผิดปกติไม่เต็มประสิทธิภาพ

ในอนาคตเราจะได้พบเห็นรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติมากขึ้น เพราะอุปกรณ์ความปลอดภัยตัวนี้เริ่มกลายเป็นสิ่งของมาตรฐาน สำหรับรถยนต์ยุคต่อไปที่มีทั้งรถไฟฟ้า รถไฮบริด หรือไม่เว้นแม้แต่รถเครื่องสันดาป ซึ่งพึ่งพาจุดขายด้านระบบเชฟตี้มากยิ่งขึ้น