MINI เจเนอเรชั่นใหม่จะมีขนาดเล็กลงกว่าโฉมปัจจุบัน

1103
0

MINI อยู่ระหว่างการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงกว่ารุ่น 3-door Hatch ในปัจจุบัน แถมยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนอีกด้วย

ดีแล้วล่ะ เพราะ MINI Hatch เจเนอเรชั่นที่ 3 ภายใต้การดูแลของ BMW นั้น มีขนาดตัวถังใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอย่างชัดเจน อีกทั้งยังเพิ่มด้วยเวอร์ชั่น 5 ประตูที่ถูกยืดออก รุ่น Clubman ที่มีขนาดกว้างกว่าเดิม รวมถึงตัวใหญ่อย่าง Countryman อีกเช่นกัน แต่บัดนี้ได้เวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว

Bernd Körber ผู้บริหารของ MINI กล่าวกับท็อปเกียร์ว่า “มินิเจเนอเรชั่นถัดไปอาจมีขนาดตัวถังเล็กลงกว่ารุ่น 3 ประตู Hatch ในปัจจุบัน แต่ยังคงอุปกรณ์มาตรฐาน, พื้นที่ภายในห้องโดยสาร และห้องเก็บสัมภาระเอาไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์มินิมาตั้งแต่เริ่มต้น”

แม้ว่ามันจะไม่สั้นเท่ากับ MINI รุ่นปี 1959 ที่มีความยาว 3.05 เมตร แต่ Körber ระบุว่าการหันไปใช้ขุมพลังไฟฟ้าจะช่วยให้ตัวรถสั้นลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่ามินิจะเพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า Cooper S-E ไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคงใช้ตัวถังเดียวกับรุ่น 3 ประตูปกติ และต้องยอมรับว่าแพล็ตฟอร์มของมินิในปัจจุบันไม่สามารถทำให้มีขนาดเล็กลงไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

ซึ่งนั่นชวนให้เรานึกถึงรถต้นแบบ MINI Rocketman ที่ถูกเปิดตัวเมื่อปี 2011

มินิเจเนอเรชั่นถัดไปจะถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด และจะถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน Spotlight Automotive ในประเทศจีน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง MINI และ Great Wall Motor

โรงงานดังกล่าวเพิ่งได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีนเมื่อไม่นานมานี้ โดย Great Wall ระบุว่าโรงงานมีความพร้อมที่จะเริ่มเดินสายการผลิตในปี 2022 เป็นต้นไป

“เราเคยทำงานในลักษณะพาร์ทเนอร์ชิพมาก่อน ซึ่งเราคุ้นเคยกับมันดี” Körber กล่าวถึงการใช้เครื่องยนต์ร่วมกันของมินิกับค่ายอื่นๆ เริ่มต้นด้วย Chrysler ตามด้วย Peugeot ในเวลาต่อมา

รถใหม่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในแผนการเพิ่มยอดขายของมินิ “เรายังเติบโตได้ทั้งในด้านจำนวนรุ่นที่ขายและประเทศที่ทำตลาด โดยเฉพาะประเทศจีน” ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยให้แผนดังกล่าวเป็นจริงขึ้นมาได้

“การหันไปใช้ขุมพลังไฟฟ้าถือว่าลงตัวอย่างยิ่งสำหรับมินิ ด้วยอัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ และการเกาะถนนจากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง” Körber กล่าวเสริม “พฤติกรรมการใช้รถของลูกค้ามินิแตกต่างจากลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูอย่างชัดเจน พวกเขาไม่ได้ต้องการระยะทางขับขี่มากเกินไปกว่า 150 ไมล์ (ราว 240 กิโลเมตร) และยังสามารถเข้าถึงจุดชาร์จได้ง่าย การเพิ่มต้นทุนและน้ำหนักแบตเตอรี่จึงไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด”

“ในปี 2030 มินิจะมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์สันดาปและขุมพลังไฟฟ้า” หรือนั่นหมายความว่ามินิจะเลิกทำเครื่องยนต์สันดาปตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป? “ผมยังตอบในตอนนี้ไม่ได้ แต่มินิก็ปรับตัวเข้าหาขุมพลังไฟฟ้าได้เร็วกว่าค่ายอื่นๆ เช่นเดียวกับเทรนด์ลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน พวกเขามักมองหาอะไรที่ยั่งยืนเป็นสำคัญ”

ย้อนกลับไปที่งาน Los Angeles Auto Show 2019 ซึ่ง Körber ได้ทำการเปิดตัว MINI Cooper S JCW GP ใหม่ ที่มาพร้อมกับขุมพลัง 306 แรงม้า (BHP) และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 260 กม./ชม. ซึ่ง Körber ระบุว่า “เราคาดหวังว่าจะเพิ่มโมเดลพิเศษแบบ GP ที่เน้นทั้งด้านสมรรถนะและมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว”

นอกจากรุ่นพิเศษที่เน้นสมรรถนะเป็นพิเศษแล้วนั้น เขายังมีแผนทำตลาดในแบบอื่นอีกด้วย “รุ่นพิเศษที่เน้นความหรูหราก็เป็นไปได้สูง ซึ่งเราเคยทำออกมาเพียงรุ่นเดียวนั่นคือ Goodwood” ซึ่งนั่นเป็นรุ่นพิเศษจำนวนจำกัดที่วางจำหน่ายในปี 2012 ถูกตกแต่งจากโรงงานเดียวกับ Rolls-Royce มาพร้อมห้องโดยสารหุ้มด้วยวัสดุหนังระดับพรีเมียม, ขนแกะ Lambswool, เพดานแคชเมียร์ และไม้วอลนัท ซึ่งน่าจะไปได้ดีกับความเงียบของขุมพลังไฟฟ้า

ลองคิดภาพตามดูสิ…