เทียบสเป็ค All-new Mazda CX-8 2020 ใหม่ ทั้ง 4 รุ่นย่อย แตกต่างกันตรงไหนบ้าง?

1672
0

All-new Mazda CX-8 2020 ใหม่ รถเอสยูวีรุ่นล่าสุดพร้อมห้องโดยสาร 6-7 ที่นั่ง ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วในไทยพร้อม 4 รุ่นย่อยให้เลือก เราจะพาไปรู้จักแต่ละรุ่นย่อยว่ามีความแตกต่างกันตรงไหนบ้าง?

แม้ว่า Mazda CX-8 ใหม่ จะไม่ใช่รถเอสยูวีรุ่นแรกของมาสด้าประเทศไทยที่มีเบาะนั่งมากกว่า 5 ที่นั่ง เพราะก่อนหน้านี้เคยมีการทำตลาด CX-9 รุ่นใหญ่ 7 ที่นั่งมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ด้วยราคาจำหน่ายที่พุ่งสูงเทียบเท่าแบรนด์หรูจากยุโรป ทำให้ยอดจำหน่าย CX-9 มีอยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น จนต้องตัดสินใจล้มเลิกการทำตลาดไปในที่สุด

ขณะที่ตลาดรถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ หรือ PPV ซึ่งล้วนแต่มีห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง กลับกลายเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญของบ้านเรา มาสด้าจึงเสริมทางเลือกในตระกูลเอสยูวีด้วยการเปิดตัว CX-8 ที่มีห้องโดยสารแบบ 6 และ 7 ที่นั่ง ชูจุดเด่นด้วยความพรีเมียมทั้งภายนอกและภายใน ประกอบกับความขับง่ายและคล่องในแบบรถเอสยูวีแท้ๆ

Mazda CX-8 2020 ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย โดยแบ่งออกเป็นรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่น และรุ่นดีเซลอีก 2 รุ่น เคาะราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 1,599,000 – 2,069,000 บาท ซึ่งต่ำกว่า CX-9 ที่เคยนำเข้ามาจำหน่ายเกือบ 2 ล้านบาท

 

รายละเอียดอุปกรณ์มาตรฐานของ Mazda CX-8 ใหม่ แต่ละรุ่นย่อย มีดังนี้

รุ่น 2.5 S ราคา 1,599,000 บาท

– เครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.5
– ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED ปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ
– ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ
– ไฟส่องสว่างเวลากลางวันฮาโลเจน
– เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa สีแดง Deep Red
– เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมเมมโมรี่
– เบาะนั่งผู้โดยสารปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
– วัสดุตกแต่งห้องโดยสาร Real Wood
– เบาะนั่งแถวที่ 2 ปรับพับแบบ 60:40
– เบาะนั่งแถวที่ 3 ปรับพับแบบ 50:50
– จอ Active Driving Display
– เบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold
– Cruise Control
– กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ
– ระบบปรับอากาศแบบ Tri Zone
– สวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศเบาะนั่งแถวที่ 2
– หน้าจอ Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว
– Bluetooth และ USB/AUX
– รองรับ Apple CarPlay และ Mazda Connect
– Smart Keyless Entry และ Push Start Button
– ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง
– ABS/EBD/BA/DSC/TCS/HLA
– กล้องมองภาพด้านหลัง
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM)
– ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
– ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว

 

รุ่น 2.5 SP ราคา 1,699,000 บาท
(เพิ่มเติมจากรุ่น 2.5 S)

– ไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ LED Signature
– ไฟท้าย LED Signature
– ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า
– เซ็นเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด หลัง 4 จุด
– ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง
– ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ (AFS)
– ระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ (MRCC)
– ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ (SBS)
– ระบบช่วยหยุดรถแบบ Advance (Advance SCBS)

 

รุ่น XDL ราคา 1,899,000 บาท
(เพิ่มเติมจากรุ่น 2.5 SP)

– เครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D

 

รุ่น XDL Exclusive (6 ที่นั่ง) ราคา 2,069,000 บาท
(เพิ่มเติมจากรุ่น XDL)

– ไฟตัดหมอกคู่หน้า LED
– ราวหลังคา
– เบาะนั่งแถวที่ 2 แบบ Captain Seat แยก 2 ที่นั่ง
– คอนโซลกลางระหว่างเบาะนั่งแถวที่ 2 พร้อม USB 2 ตำแหน่ง
– ม่านบังแดดประตูหลัง
– เครื่องเล่น CD/MP3/DVD
– ระบบเสียง Bose พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง
– ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ i-ACTIV AWD
– ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง (SCBS-R)
– ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (ALH)
– ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน (LDWS)
– ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LAS)
– ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (DAA)

 

เครื่องยนต์

รุ่น 2.5 S และ 2.5 SP ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G ความจุ 2.5 ลิตร Dual S-VT ให้กำลังสูงสุด 194 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 258 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมด Activematic รองรับเชื้อเพลิงทางเลือกสูงสุด E20 ให้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 13.2 กม./ลิตร

รุ่น XDL และ XDL Exclusive ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D ความจุ 2.2 ลิตร VVT และเทอร์โบแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมด Activematic ให้อัตรสิ้นเปลืองเฉลี่ย 17.5 กม./ลิตร ในรุ่น 7 ที่นั่ง และ 14.7 กม./ลิตร ในรุ่น 6 ที่นั่ง

ตัวถังมีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง Soul Red Crystal, สีเทา Machine Gray, สีขาว Snowflake White Pearl, สีดำ Jet Black, สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue และสีเงิน Sonic Silver

เห็นสเปกและราคาแบบนี้แล้วคุณตัดสินใจได้หรือยังครับ?