กรุงลอนดอนเตรียมเก็บ “ค่าธรรมเนียมรถติด” หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์

432
0

การขับรถเข้าไปยังใจกลางกรุงลอนดอนถือเป็นการตัดสินใจที่โง่เขลามาก เพราะคุณจะต้องเผชิญสภาพจราจรติดขัด, ค่าจอดรถแสนแพง แถมยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรถติด หรือ Congestion Charge มูลค่ากว่า 11.50 ปอนด์ หรือราว 450 บาทอีกด้วย คุณจึงควรหันไปนั่งรถไฟเพื่อเข้าเมืองและใช้บริการรถไฟใต้ดินดีกว่า

กลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรได้ออกมาตรการล็อกดาวน์ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ส่งผลให้ประชาชนเดินทางสัญจรน้อยลงตลอดช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงกระนั้นรัฐบาลก็สนับสนุนให้ผู้คนเดินทางโดยวิธีเดิน, ปั่นจักรยาน หรือขับรถยนต์ส่วนตัว แม้ว่าระบบขนส่งสาธารณะจะยังคงให้บริการเช่นเดิมก็ตาม

มาตรการดังกล่าวทำให้ค่าธรรมเนียมรถติดของกรุงลอนดอนถูกยกเลิกชั่วคราว ผู้ใช้รถยนต์จึงสามารถขับสัญจรไปมาในกรุงลอนดอนโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 11.50 ปอนด์ หรือประมาณ 450 บาท ขณะที่โซนมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) และโซนมลพิษต่ำพิเศษ (Ultra Low Emission Zone) ก็ได้รับการยกเว้นชั่วคราวเช่นกัน

ปัจจุบันมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ลงแล้ว (แต่ประชาชนก็ยังได้รับคำแนะนำให้อยู่แต่ในบ้านและหลีกเลี่ยงการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ) ค่าธรรมเนียมรถติดจึงถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนั้น ผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังใจกลางกรุงลอนดอนในวันธรรมดาระหว่าง 7 โมงเช้า ไปจนถึง 6 โมงเย็น จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรถติดเป็นจำนวน 11.50 ปอนด์ เช่นเดียวกับการบังคับใช้โซนมลพิษต่ำและโซนมลพิษต่ำพิเศษ (LEZ และ ULEZ)

นอกจากนี้ ค่าธรรมเนียมรถติดดังกล่าวจะปรับขึ้นเป็น 15 ปอนด์ต่อวัน (ประมาณ 590 บาท) ระหว่างเวลา 7 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มของทุกวัน ไม่เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งการขึ้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนสร้างรายได้ของรัฐบาลจำนวนกว่า 1.6 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 62,500 ล้านบาท) เพื่อให้กระทรวงคมนาคมของกรุงลอนดอนเดินหน้าให้บริการรถเมล์และรถไฟต่อไปได้ ภายหลังจากที่มาตรการล็อกดาวน์ทำให้รายได้ลดลงอย่างหนัก

การเพิ่มค่าธรรมเนียมจะมีขึ้นเป็นเวลา 1 ปี และจะถูกพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้น โดย Sadiq Khan นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนกล่าวว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยป้องกันไม่ให้ถนนในกรุงลอนดอน “หนาแน่นโดยไร้ประโยชน์” และถนนบางเส้นจะห้ามรถยนต์ผ่าน เพื่อให้ผู้ที่ปั่นจักรยานและคนเดินถนนได้เว้นระยะห่างทางสังคมมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งจะทำให้กรุงลอนดอนกลายเป็นเมืองหลวงที่มี “โซนปลอดรถยนต์” ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย