Ineos Grenadier ใหม่ ออฟโรดสายดิบตัวแทน Defender แห่งอดีต

902
0

หากคุณเริ่มรู้สึกคิดถึง Land Rover Defender โฉมเก่าแล้วล่ะก็ ขอแนะนำให้รู้จักกับ Ineos Grenadier ใหม่ ที่อาจทำให้คุณรู้สึกตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น

ยอมรับมาเสียดีๆ ว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่มักดื่มหนักจนเมาหัวปักหัวปำ พล่ามถึงไอเดียธุรกิจที่ดูเป็นไปไม่ได้ ก่อนจะตื่นขึ้นมาพร้อมอาการเวียนหัวอย่างหนัก แล้วคิดได้ว่าเมื่อคืนเมาแอ๋เสียจนกลับบ้านแทบไม่ถูก เอาจริงๆ พวกเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน

แต่นั่นไม่ใช่กับ Jim Ratcliffe นักวิศวกรเคมีและมหาเศรษฐีอันดับที่ 5 ของอังกฤษ ที่พลางโศกเศร้ากับการจากไปของ Land Rover Defender รุ่นดั้งเดิมขณะนั่งดื่มกับผองเพื่อนอยู่ในผับกลางกรุงลอนดอน ก่อนจะตัดสินใจแก้ไขความโศกเศร้านั้นให้กลายมาเป็น Ineos Grenadier ในระยะเวลาเพียง 3 ปีถัดมา โดยชื่อดังกล่าวถูกตั้งตามผับที่เขานั่งดื่มในคืนนั้นนั่นเอง

อันที่จริงเราเคยติดต่อเพื่อขอสัมภาษณ์ Ratcliffe มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่เขากลับไม่ยอมพูดคุยกับสื่อเลยแม้แต่น้อย เขาได้แต่เพียงระบุในข่าวประชาสัมพันธ์ว่า “โปรเจค Grenadier ถือกำเนิดขึ้นจากการมองหาช่องว่างในตลาดรถยนต์ออฟโรดที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่ต่างมองข้ามไป จนได้มาเป็นแผนวิศวกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีความทนทานเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับใช้งานในสภาพแวดล้อมสุดโหดบนโลกใบนี้”

แลนด์โรเวอร์จำเป็นต้องยุติการทำตลาด Defender โฉมที่แล้วด้วยเหตุผลว่าผู้คนให้ความนิยมรถออฟโรดสไตล์ดิบๆ ลดน้อยลง แม้ว่าพวกเขาจะมีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายหลายแห่ง และชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน แต่นั่นก็ไม่ช่วยให้ยอดขายราบรื่นนัก แล้วทำไมรถยนต์ประเภทนี้ถึงกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งกันล่ะ?

Dirk Heilmann ผู้บริหารระดับสูงคนใหม่ของ Ineos Automotive ระบุว่า “เราพัฒนารถรุ่นนี้ให้เป็นโมเดลสำหรับตลาดโลก โดยตั้งเป้ายอดจำหน่ายไว้ที่ 20,000 – 30,000 คันต่อปี เราเชื่อว่านี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว ซึ่งเราเองไม่อยากเปรียบเทียบกับคู่แข่งเท่าไหร่นัก แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำตลาด [Defender] ในตลาดอเมริกา ซึ่งถือเป็นการปล่อยโอกาสลงทุนให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย”

“เราให้ความทุ่มเทกับรถคันนี้เป็นอย่างมาก หากมันเป็นเพียงหนึ่งในรถสปอร์ตที่ผุดเป็นดอกเห็ดในช่วงนี้แล้วล่ะก็ ผมคงไม่มีโอกาสมานั่งอยู่จุดนี้แน่ๆ เราทราบดีถึงความเสี่ยงและเม็ดเงินลงทุนมหาศาล แต่เราไม่กลัวความเสี่ยงเหล่านั้นหรอก เราขอเผชิญความท้าทายและเฝ้าดูผลลัพธ์ดีกว่า” เอาล่ะ เรามาคุยถึงเรื่องตัวรถกันบ้าง

ปัจจุบันมีเพียงดีไซน์ภายนอกของ Ineos Grenadier ปรากฏให้เห็นเท่านั้น ขณะที่รายละเอียดด้านเทคนิคก็ยังน้อยมากเช่นกัน แต่เราทราบว่ารถคันนี้ถูกพัฒนาให้รองรับได้ 5 ที่นั่ง (เวอร์ชั่นกระบะ 4 ประตูจะถูกขึ้นไลน์ผลิตในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของปี 2021) พร้อมด้วยห้องโดยสารที่ “เปี่ยมไปด้วยความทันสมัย มาพร้อมหน้าจอและระบบเชื่อมต่อจำนวนมาก แถมยังให้ความรู้สึกอบอุ่นและสะดวกสบาย ต่างจากรถอเนกประสงค์ในอดีต” Toby Ecuyer หัวหน้าฝ่ายออกแบบกล่าว พร้อมทั้งระบุด้วยว่า Grenadier ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Land Rover, Land Cruiser, Hilux รวมถึง Unimog และรถแทรกเตอร์อีกด้วย

Grenadier ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์มแบบขั้นบันไดจาก Toyota ที่สามารถรองรับน้ำหนักลากจูงสูงสุดได้ 3.5 ตัน พร้อมช่วงล่างแบบมัลติลิงค์ที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ใช้เพลาคานแข็ง Beam axle กับโช้คอัพและคอยล์สปริงแยกต่างหากเพื่อเสริมประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรด โดยรถรุ่นนี้จะถูกประกอบขึ้นในโรงงานที่เมือง Bridgend พ่วงด้วยขุมพลังเบนซิน 6 สูบ และเกียร์อัตโนมัติ ZF ที่ได้จาก BMW ซึ่งพวกเขาตั้งเป้าหมายทดสอบรถรุ่นนี้ให้ได้ระยะทางรวมกว่า 1.8 ล้านกิโลเมตรเลยทีเดียว

แถบสีดำบริเวณประตูไม่ได้ถูกออกแบบเพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่มันถูกเรียกว่า “Utility belt” สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้รอบคัน โดย Ineos ยังพัฒนาอุปกรณ์เสริมหลากหลายชนิดด้วยตัวเองเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า แต่หากคุณมีไฟสปอตไลท์เก็บไว้อยู่แล้วล่ะก็ ข่าวดีคือ รถคันนี้เดินสายบนหลังคาพร้อมสวิตช์เปิด-ปิดมาให้เรียบร้อยแล้ว

ดีไซน์ด้านท้ายถูกออกแบบให้มีประตูขนาดเล็กสำหรับเก็บถุงช็อปปิ้ง หรือสามารถเปิดออกทั้งบานเพื่อใส่พาเลทขนาดมาตรฐานยุโรปได้ทั้งชิ้น รวมถึงไฟหน้าที่ใช้ยูนิตเดียวกันทั้งข้างซ้ายและขวาเพื่อการบำรุงรักษาที่ง่ายขึ้น และบังโคลนหน้าที่มีความแข็งแรงพอให้คุณขึ้นไปนั่งได้อย่างสบาย

ปัจจุบันยังไม่มีราคาจำหน่ายของ Grenadier ในขณะนี้ แต่ Heilmann ระบุว่า “เราต้องการให้รถคันนี้เข้าถึงได้ง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีราคาถูกนัก เพราะเราไม่ได้พัฒนารถรุ่นนี้ให้มีราคาต่ำ ชิ้นส่วนต่างๆ ล้วนแต่มีคุณภาพสูง ซึ่งลูกค้าจะยอมจ่ายเพื่อแลกกับคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ภายใน และเราจะทำให้รถคันนี้อยู่ในระดับราคาที่แข่งขันกับตลาดได้”