แบตเตอรี่รถยนต์ “แบบน้ำ-แบบแห้ง” เลือกแบบไหนดีที่สุด?

1775
0

แบตเตอรี่รถยนต์ มีหลายประเภทให้เจ้าของรถได้เลือกใช้ ทั้งแบบน้ำ กึ่งแห้ง และแห้ง พอฟังดูแล้วบางคนอาจปวดหัวเลือกไม่ถูก ดังนั้น บทความนี้จะบอกข้อมูลที่ทำให้คุณเลือกแบตได้ตรงใจ และคุ้มค่าเงิน

แบตเตอรี่รถยนต์เป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ทำหน้าที่กักเก็บกระแสไฟฟ้าเพื่อไว้ใช้สตาร์ทรถยนต์ ซึ่งมีรูปแบบให้ใช้งานอยู่ทั้งสิ้น 3 ประเภท ได้แก่ แบตเตอรี่ชนิดน้ำ แบตเตอรี่ชนิดกึ่งแห้ง และแบตเตอรี่ชนิดแห้ง โดยแต่ละแบบที่กล่าวมานั้นเหมาะกับการใช้งานแบบไหน รวมถึงมีหลักการในการดูแลรักษาอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบ

1.แบตเตอรี่ชนิดน้ำ – ใช้ได้นาน แต่ต้องหมั่นดูแล

เริ่มด้วยแบตเตอรี่ชนิดน้ำแบบที่ทุกรู้จักกันดีในนาม “แบตน้ำ” โดยชื่อดังกล่าวบ่งบอกได้ถึงคุณลักษณะของแบต ที่ประกอบไปด้วยแผ่นธาตุกับน้ำกรด ในการทำปฎิกิริยากันเพื่อกักเก็บประจุไฟฟ้าไว้สำหรับสตาร์ทรถยนต์ และหล่อเลี้ยงระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในรถ

สาเหตุที่ทำให้แบตน้ำกลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้งานส่วนใหญ่ มาจากราคาจำหน่ายสบายกระเป๋ากว่าแบตชนิดอื่นๆ ส่วนใหญ่มีราคาตั้งแต่ 1,700-2,800 บาท แต่ผู้ใช้จำเป็นต้องคอยตรวจสอบระดับหรือเติมน้ำกลั่นทุกเดือน โดยกรณีที่ใช้รถเป็นประจำทุกวันพร้อมกับหมั่นดูแลรักษา อายุการใช้งานของแบตน้ำในรถบางคันมีรายงานว่านานถึง 4 ปีก็มี แต่ตามปกติแล้วมักอยู่ในช่วง 2-3 ปี

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ใช้รถที่รู้ตัวเองว่าไม่ค่อยมีเวลา หรือไม่สะดวกจะตรวจสอบรถด้วยตนเอง แนะนำให้ห่างจากแบตน้ำจะดีกว่า เพราะกรณีที่แบตชนิดนี้ขาดการเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับ โอกาสที่แบตเสื่อมสภาพจนเสียใช้งานไม่ได้มีสูงมาก แม้ว่าราคาจะถูกกว่าแบบอื่นจริงแต่ก็ไม่คุ้มหากต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง

 

2.แบตเตอรี่ชนิดกึ่งแห้ง – ราคาคุ้มค่า ดูแลรักษาง่าย 

แบตเตอรี่ชนิดกึ่งแห้ง หรือเรียกว่า MF (Maintenance free) เกิดจากความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้แบตน้ำดูแลรักษาได้ง่ายเหมาะกับคนทั่วไป โดยคุณลักษณะของแบตชนิดนี้ยังคงมีแผ่นธาตุกับน้ำกรดอยู่ แต่มีการซีลปิดผนึกตัวแบตเอาไว้อย่างดี กอปรกับใช้น้ำกรดความเข้มข้นสูง เพื่อป้องกันมิให้น้ำกรดระเหยออกรวดเร็วจนเกินไป

ประเด็นราคาจำหน่ายของแบตกึ่งแห้ง อยู่ระดับราว 1,700-3,000 บาท ไม่ต่างจากแบตน้ำมากนัก อีกทั้งการดูแลรักษาก็ทำได้ง่ายเพียงหมั่นเติมน้ำกลั่นให้ได้ระดับปกติทุก 4-6 เดือน แล้วแต่สภาพการใช้งานของผู้ขับขี่ โดยอายุการใช้งานของแบตชนิดนี้จะอยู่ราว 2 ปี หรืออาจน้อยกว่านั้นกรณีไม่ค่อยได้ใช้รถ

บางคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมแบตกึ่งแห้งที่อยู่บนรถของตนเองถึงไม่มีรูเติมน้ำกลั่น อันที่จริงแล้วเจ้ารูเติมทั้ง 6 ช่อง ถูกสติกเกอร์หรือฉลากปิดบังเอาไว้เพื่อความเรียบร้อย

3.แบตเตอรี่ชนิดแห้ง – แพงสุด แถมไม่ต้องดูแลรักษา

มาถึงแบตเตอรี่ชนิดแห้ง หรือ SMF ที่ทุกคนทราบดีว่ามีราคาแพงสุดในหมู่แบตทุกประเภท แน่นอนว่าสาเหตุแห่งค่าตัวสูงลิ่วมาจากเทคโนโลยีที่บริษัทผู้ผลิตใส่เข้ามา อาทิ ใช้เจลแทนน้ำกรด เพื่อทำให้แบตชนิดนี้มีการกักเก็บประจุไฟฟ้าได้มากแถมแรงเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทนทานใช้งานได้เป็นเวลานาน โดยไม่ต้องดูแลรักษาด้วยการเติมน้ำกลั่นเหมือนกับแบตชนิดอื่นๆ

ด้วยความโดดเด่นที่มากมายกว่าทั้งแบตน้ำกับแบตกึ่งแห้ง จึงทำให้ราคาของแบตแห้งแพงกว่าแบตอีกสองชนิด มีราคาเริ่มต้นราว 2,000-5,000 บาท โดยเจ้าแบตชนิดนี้นิยมใช้ในรถยนต์ยุคใหม่ที่ติดตั้งระบบหยุดพักการทำงานเครื่องยนต์ Start-Stop กับรถยนต์แบรนด์ยุโรปหรือรถสปอร์ตหรู ที่จำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงระบบ และเพื่อปั่นไดสตาร์ทให้ฉุดเครื่องความจุเยอะกับลูกสูบมาก ๆ ติดขึ้นมา

ในแง่อายุการใช้งานนั้น แบตแห้งสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 2-3 ปี เป็นต้นไป แต่ก็มีบางกรณีที่แบตมีอายุสั้นกว่านั้น หากเจ้าของรถไม่ค่อยได้ขับรถคันดังกล่าวบ่อยครั้ง แต่ถ้าใช้งานเป็นประจำทุกวันตัวเลขดังกล่าวเป็นไปได้แน่นอน