ภาษีรถยนต์ “เก๋ง-กระบะ” ประจำปี 2563 ต้องจ่ายเท่าไหร่?

29182
0

การคำนวณภาษีรถยนต์ สำหรับเจ้าของรถเก๋ง กระบะ เอสยูวี หรือรถตู้ เหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้าของรถหน้าใหม่อาจไม่เคยรู้มาก่อน หรือใครที่อยากทราบว่าภาษีรถยนต์ของตนเองจะลดลงตอนไหน บทความนี้พร้อมแถลงไขให้คุณ

วิธีการคำนวณภาษีรถยนต์นั้น อาจเป็นคำถามที่ใครหลายคนมีในหัวเสมอ เพราะเรื่องเงินทองไม่เข้าใครออกใคร ดังนั้น การจะซื้อรถใหม่ซักคันจึงมีค่าใช้จ่ายที่คุณอาจคาดไม่ถึง นั่นก็คือภาษีรถยนต์ที่คุณจำเป็นต้องจ่ายทุกปี หรือบางคนที่ใช้รถมานานก็อยากทราบว่าเมื่อไหร่ที่เบี้ยภาษีจะลดลงเสียที

บทความนี้ขอนำเสนอสูตรคำนวณภาษีรถยนต์ประจำปีแบบเข้าใจง่ายสำหรับผู้ที่ครอบครองรถส่วนบุคคล ซึ่งแบ่งเกณฑ์การเสียภาษีออกเป็น 3 ประเภท เริ่มจากอะไรบ้างนั้นเรามาดูกัน

1. รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู เอสยูวี 

หากรถของท่านจดทะเบียนใช้งานส่วนบุคคล มีป้ายทะเบียนพื้นสีขาวตัวหนังสือสีดำ จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง โดยวิธีการคำนวณภาษีรถขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ (ซีซี) ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้

รถกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ปริมาตรความจุกระบอกสูบ 2,393 ซีซี

– ความจุ 1-600 ซีซี คิดซีซีละ 50 สตางค์ (600 x 0.5 = 300 บาท)
– ความจุ 601-1,800 ซีซี คิดซีซีละ 1.5 บาท (1,800 – 600) = 1,200 x 1.5 = 1,800 บาท
– ความจุ 1,801-2,393 ซีซี คิดซีซีละ 4 บาท (2,393 – 1,800) = 593 x 4 = 2,372 บาท
– นำผลการคำนวณทั้ง 3 ช่วงมาบวกกัน คือ 300 + 1,800 + 2,372 = 4,472 บาท

ทั้งนี้ รถยนต์ที่มีอายุการใช้งาน 6 ปีขึ้นไป ผู้ครอบครองจะได้ส่วนลดภาษีประจำปีดังต่อไปนี้

อายุรถยนต์เกิน 6 ปี ได้รับส่วนลดภาษี 10%
อายุรถยนต์เกิน 7 ปี ได้รับส่วนลดภาษี 20%
อายุรถยนต์เกิน 8 ปี ได้รับส่วนลดภาษี 30%
อายุรถยนต์เกิน 9 ปี ได้รับส่วนลดภาษี 40%
อายุรถยนต์เกิน 10 ปี ขึ้นไป ได้รับส่วนลดภาษี 50%

หากยกตัวอย่างรถกระบะ 4 ประตู คันด้านบนจะเสียภาษีปี 1-5 อยู่ที่ 4,472 บาท

เมื่อรถมีอายุ 6 ปี เสียภาษีลดลงเหลือ 4,025 บาท
เมื่อรถมีอายุ 7 ปี เสียภาษีลดลงเหลือ 3,578 บาท
เมื่อรถมีอายุ 8 ปี เสียภาษีลดลงเหลือ 3,130 บาท
เมื่อรถมีอายุ 9 ปี เสียภาษีลดลงเหลือ 2,683 บาท
เมื่อรถมีอายุ 10 ขึ้นไป เสียภาษี 2,236 บาท ตลอดการครอบครอง

2. รถกระบะบรรทุก 

สำหรับใครที่ซื้อรถกระบะทั้งแบบตอนเดียวหรือตอนครึ่ง จดทะเบียนรับป้ายพื้นสีขาวตัวหนังสือสีเขียวมา จะถูกจัดอยู่ในประเภทรถบรรทุกส่วนบุคคล ซึ่งมีการคำนวณภาษีประจำปีคิดตามน้ำหนักรถ ที่สามารถดูน้ำหนักได้จากคู่มือประจำรถ ดังนี้

น้ำหนักรถ 501- 750 กิโลกรัม เสียภาษี 450 บาท
น้ำหนักรถ 751 – 1,000 กิโลกรัม เสียภาษี 600 บาท
น้ำหนักรถ 1,001 – 1,250 กิโลกรัม เสียภาษี 750 บาท
น้ำหนักรถ 1,251 – 1,500 กิโลกรัม เสียภาษี 900 บาท
น้ำหนักรถ 1,501 – 1,750 กิโลกรัม เสียภาษี 1,050 บาท
น้ำหนักรถ 1,751 – 2,000 กิโลกรัม เสียภาษี 1,350 บาท
น้ำหนักรถ 2,001 – 2,500 กิโลกรัม เสียภาษี 1,650 บาท

3. รถตู้ส่วนบุคคล รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน

หลายบ้านมีสมาชิกในครอบครัวมากเกินกว่า 7 คน รถตู้ หรือรถเอ็มพีวีแบบ 11 ที่นั่ง จึงกลายเป็นคำตอบเดียวที่เด่นชัดขึ้นมา โดยรถกลุ่มนี้จดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลเกิน 7 ที่นั่ง ได้ป้ายทะเบียนพื้นสีขาวตัวหนังสือสีน้ำเงิน ซึ่งการคำนวณภาษีจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถ ดังนี้

น้ำหนักไม่เกิน 500 กิโลกรัม เสียภาษี 150 บาท
น้ำหนักรถ 501 – 750 กิโลกรัม เสียภาษี 300 บาท
น้ำหนักรถ 751 – 1,000 กิโลกรัม เสียภาษี 450 บาท
น้ำหนักรถ 1,001 – 1,250 กิโลกรัม เสียภาษี 800 บาท
น้ำหนักรถ 1,251 – 1,500 กิโลกรัม เสียภาษี 1,000 บาท
น้ำหนักรถ 1,501 – 1,750 กิโลกรัม เสียภาษี 1,300 บาท
น้ำหนักรถ 1,751 – 2,000 กิโลกรัม เสียภาษี 1,600 บาท
น้ำหนักรถ 2,001 – 2,500 กิโลกรัม เสียภาษี 1,900 บาท (รถตู้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์นี้)
น้ำหนักรถ 2,501 – 3,000 กิโลกรัม เสียภาษี 2,200 บาท

สำหรับใครที่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูจากได้เว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย