Ford Mustang Mach-E ตัวโหดขุมพลัง 1,400 แรงม้า จากฝีมือนักแข่งดริฟท์

663
0

ยังจำ Ford Mustang Cobra Jet ขุมพลังไฟฟ้าที่เผยโฉมไปก่อนหน้านี้ได้ไหม? หากจำไม่ได้ล่ะก็… มันคือรถแดร็กพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 1,400 แรงม้า แรงบิด 1,492 นิวตัน-เมตร ที่สามารถเข้าเส้นควอเตอร์ไมล์ด้วยความเร็วเกือบ 280 กม./ชม. โดยไม่ปล่อยมลพิษแม้แต่นิดเดียว

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สถิติที่น่าประทับใจเท่ากับรถคันนี้ เพราะนี่คือ Mustang Mach-E 1400 ใหม่ ซึ่งก็คือเอสยูวีไฟฟ้าขุมพลัง 1,400 แรงม้าจากฟอร์ดนั่นเอง

รถคันนี้เกิดขึ้นจากพัฒนาร่วมกันของ Ford Performance และนักแข่งรถดริฟท์ Vaughn Gittin Jr. จาก RTR Vehicles โดยฟอร์ดระบุว่า “รถคันนี้มุ่งเป้าเพื่ออุดช่องว่างระหว่างสมรรถนะที่แท้จริงของรถยนต์ไฟฟ้า และความเชื่อของลูกค้าที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า”

นั่นแปลว่ารถคันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบเท่านั้น แต่ฟอร์ดระบุว่ารถคันนี้มีความพิเศษกว่ารถแข่งอื่นๆ เนื่องจากสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับการขับขี่แต่ละแบบได้ โดยหากเป็นโหมดสูงสุดจะใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ทำงานผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 7 ตัว (ติดตั้งเข้ากับเพลาขับด้านหน้าจำนวน 3 ตัว และด้านหลังอีก 4 ตัว) พร้อมแบตเตอรี่แบบ Lithium Nickel Manganese Cobalt ที่ให้กำลังไฟสูงเป็นพิเศษเพื่อถ่ายทอดพลังงานไปยังมอเตอร์แต่ละตัว

นอกจากนี้ ทีมพัฒนายังสามารถปรับเปลี่ยนการส่งกำลังเป็นแบบขับเคลื่อนล้อหน้าหรือล้อหลังเพียงอย่างเดียวได้ นั่นแปลว่ามันสามารถปรับแต่งเพื่อใช้ในการแข่งขันบนสนาม, การแข่งแดร็ก, การแข่งดริฟท์ หรือแม้กระทั่งจะเบิร์นยางเล่นๆ ก็ได้เช่นกัน แถมยังมีเบรกมือแบบไฮโดรลิกเพื่อเพิ่มความสนุกอีกด้วย

คุณยังอาจสังเกตเห็นว่ารถคันนี้มีเบาะนั่งด้านหลังมาให้ด้วย เผื่อว่าคุณจะพาลูกๆ นั่งไปกับคุณนั่นเอง

ภายนอกของ Mach-E 1400 ถูกติดตั้งชุดแต่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมทั้งสปอยเลอร์หลังขนาดยักษ์ที่สามารถสร้างดาวน์ฟอร์ซได้ถึง 1,000 กิโลกรัม ที่ความเร็ว 257 กม./ชม. โดยฟอร์ดตั้งใจให้รถคันนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต ฝากระโปรงหน้าจึงทำมาจากวัสดุไฟเบอร์อินทรีย์เสริมแรงอัด ขณะที่ตัวถังส่วนอื่นๆ ล้วนแต่ทำขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์

“นี่เป็นการทดสอบขุมพลังไฟฟ้าอย่างจริงจังครั้งแรกของผม และมันทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้าไปเลย” วอห์น กิตติน จูเนียร์ กล่าวเมื่อครั้งที่เราได้นั่งคุยเกี่ยวกับโปรเจคนี้

“ประสบการณ์หลังพวงมาลัยที่ได้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากพละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเหล่านี้ทำให้สมองของผมรู้สึกสุดเหวี่ยงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ผมไม่มีวันลืมวินาทีแรกที่รู้สึกถึงพละกำลังอย่างเต็มพิกัด ซึ่งขณะนั้นมีผมและผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ RTR นั่งอยู่ด้วยกัน ผมหันไปมองหน้าเขาและเหยียบคันเร่งแบบจมมิด ล้อทั้งสี่ข้างหมุนฟรีไปสองรอบ จากนั้นตัวรถก็พุ่งไปข้างหน้าราวกับรถไฟเหาะ มันทำผมรู้สึกกลัวไปเลย”

“จนกระทั่งผมต้องหยุดรถกะทันหันไปเสียก่อน เพราะมันให้ทำผมรู้สึกแทบบ้า”