เปิดผลงาน 7 รถยนต์สร้างชื่อของ Ferdinand Piëch อดีตผู้บริหาร VW ผู้ล่วงลับ

1260
0

ผู้บริหารระดับสูงของค่ายรถส่วนใหญ่มักตื่นเต้นกับการนั่งอยู่ในห้องประชุม พูดแต่เรื่องกำไรและพฤติกรรมของผู้ถือหุ้น

แต่ไม่ใช่กับ Ferdinand Piech ผู้ซึ่งจากไปอย่างสงบเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยวัย 82 ปี ซึ่งรายงานระบุว่าเขาเกิดอาการล้มลงในร้านอาหารเยอรมันแห่งหนึ่ง ก่อนจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งนาง Ursula ผู้เป็นภรรยาของเขากล่าวว่า เขาเสียชีวิตอย่างกะทันหันและจากไปอย่างไม่คาดคิด แต่เขาก็ได้ทิ้งมรดกอันแสนยั่งยืนไว้เบื้องหลัง…

Ferdinand Piech เป็นหลานแท้ๆ ของ Ferdinand Porsche ผู้ก่อตั้งแบรนด์รถสปอร์ตชั้นนำที่เราคุ้นเคยกันดี เขามีความผูกพันกับอุตสาหกรรมรถยนต์มากว่า 6 ทศวรรษ และได้นำพา VW Group ฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายจนกลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่ครองใจคนทั่วโลก และยังกลายเป็นอาณาจักรที่สามารถทำเงินได้อย่างมหาศาลในปัจจุบัน

Piech เป็นผู้อยู่เบื้องหลังรถยนต์หลายรุ่นที่ล้วนแล้วแต่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ยานยนต์อย่างเต็มภาคถูมิ ไม่ว่าจะเป็นรถแข่งแรลลี่ขับเคลื่อนสี่ล้อ, รถยนต์แฮทช์แบ็คสำหรับครอบครัว ไปจนถึงรถไฮเปอร์คาร์ระดับ 1,000 แรงม้า ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงผลงานบางส่วนของ Piech เท่านั้น

 

Porsche 917

ปอร์เช่ได้สร้างรถแข่งเลอมังส์คันแรกที่ถูกจารึกในประวัติศาสตร์แทบจะในทันทีหลังจบการแข่งขัน มันถูกขับเคลื่อนด้วยกำลังมหาศาลจากเครื่องยนต์ 12 สูบ และใช้โครงสร้างแชสซีส์แบบ Tubular (ที่ถูกอัดแน่นด้วยก๊าซเพื่อตรวจสอบรอยแตกร้าวได้อย่างทันท่วงที) มันมีน้ำหนักเบาและชาญฉลาด จนเรียกได้ว่ามันคือ “นักสร้างแม่หม้าย” ตัวจริง

ปีกบริเวณท้ายรถทำให้มันเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนสนามแข่งที่มีความคดเคี้ยวอย่าง Nürburgring และ Spa แต่กลับมีเหตุสะเทือนใจเกิดขึ้นเมื่อนักแข่งคนแรกที่ประจำการในรถ 917 เกิดอาการเสียหลักที่ความเร็วสูงระหว่างลงแข่ง Le Mans ในปี 1969 จนเป็นเหตุทำให้เสียชีวิต

จากเหตุการณ์ดังกล่าวเกือบจะทำให้ Porsche ยุติความพยายามในการแข่งขันรายการ Endurance เพื่อต่อกรกับ Ford GT40 และ Ferrari แต่ในที่สุดก็มีการปรับปรุงแอโรไดนามิกของ 917 เสียใหม่ จนกระทั่งสามารถคว้าชัยชนะรายการเลอมังส์เมื่อปี 1970 และ 1971 ได้ ก่อนจะพัฒนาเป็นเวอร์ชั่น Can Am ขุมพลัง 1,100 แรงม้าในเวลาถัดมา

ปีนี้ยังถือเป็นการครบรอบ 50 ปี ของรถรุ่นดังกล่าว ควบคู่ไปกับการขึ้นบินครั้งแรกของเครื่องบินพาณิชย์ Concorde รวมถึงยาน Apollo 11 ที่สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

 

Audi 80/100

หากมองย้อนกลับไปราว 30 ปีก่อน สมัยนั้น Audi ยังเป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นระดับพรีเมียมรายเล็กๆ ที่เปรียบได้กับแบรนด์ Infiniti ในปัจจุบัน ต่อมา Piech ได้เข้าไปดูแลการพัฒนาโปรเจค Audi 80 และ 100 (ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาเป็น A4 และ A6 ในทุกวันนี้) รวมถึงการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 5 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร ซึ่งถือเป็น Audi รุ่นแรกที่ประดับสัญลักษณ์ TDI เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

 

Audi Quattro

หลังจากที่ Piech ประสบความสำเร็จในการสร้าง Porsche 917 ให้เป็นที่รู้จัก เขาก็ได้ผลักดัน Audi ให้กลายเป็นเบอร์หนึ่งในวงการรถแข่งแรลลี่ในเวลาต่อมา อันเป็นผลจากการอนุญาตให้ใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในการแข่งขันได้

ผลที่ได้คือ Audi Quattro ซึ่งสามารถคว้าชัยชนะในรายการ WRC เมื่อปี 1982 และ 1984 จนกลายเป็นไอคอนแห่งวงการแรลลี่ และชื่อเสียงยังถูกต่อยอดไปยังรถยนต์ Audi ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรถแฮทช์แบ็คขนาดเล็ก ไปจนถึงซูเปอร์คาร์อย่าง A8

 

Bugatti Veyron

นโยบายการแชร์แพล็ตฟอร์มรถยนต์หลายรุ่นร่วมกันของ Piech ส่งผลให้ VW Group ประหยัดต้นทุนได้อย่างมหาศาล แต่ชื่อเสียงของเขาก็ยังคงมาจากโปรเจคสุดโต่งที่ไม่ได้สร้างกำไรอย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัทอยู่ดี ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Bugatti Veyron นั่นเอง

แม้ว่าดีไซน์ของ Veyron จะไม่ได้ดูเพรียวลมเหมือนกับซูเปอร์คาร์รุ่นอื่นๆ แต่ Piech ได้สั่งให้ทีมวิศวกรติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 1,000 แรงม้า และต้องมีความเร็วสูงสุดไม่น้อยกว่า 400 กม./ชม.

ไม่เคยมีหม้อน้ำตัวไหนในโลกที่ต้องระบายความร้อนเครื่องยนต์ที่มีกำลังมากมายมหาศาลขนาดนั้นมาก่อน ไม่เคยมียางเส้นไหนที่ต้องถูกบดขยี้อย่างรุนแรงขนาดนั้น แถมยังต้องใช้งานได้ดีแม้บนเส้นทางชนบทในวันฝนพรำ ลองจินตนาการดูว่าการสร้างชุดเกียร์ที่รองรับแรงบิดได้ถึง 1,250 นิวตัน-เมตร ให้สามารถเปลี่ยนอัตราทดได้ในเสี้ยววินาที และต้องขับขี่ฝ่าจราจรได้อย่างปกติสุข มันจะมีความยากเย็นขนาดไหน?

แต่ Bugatti Veyron สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดดังกล่าวได้ทั้งหมด ซึ่งไม่ว่ามันจะเป็นไอเดียระดับโบว์แดง หรือของเล่นราคาแพงอันไร้ประโยชน์ แต่มันก็ยังถือว่าเป็นความก้าวล้ำทางวิศวกรรมชั้นเลิศที่ยากจะหาใครเทียบอยู่ดี

 

VW Phaeton

Phaeton ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของ Piech ในการสร้าง “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” มันถูกติดตั้งเครื่องยนต์ W12 เทอร์โบคู่ พร้อมระบบ All-wheel Drive แปะด้วยโลโก้ VW เพื่อเป็นคู่แข่งตรงของ Mercedes-Benz S-Class ร่วมสัญชาติ

ทีมวิศวกรจำนวนกว่าครึ่งนึงเดินออกจากห้องประชุมเมื่อ Piech เปิดเผยถึงความพยายามในการใส่ฟีเจอร์อันน่าเหลือเชื่อลงไปในรถคันนี้ อย่างเช่น ฝากระโปรงหน้าที่จะต้องไม่มีอาการสั่นใดๆ แม้ปะทะกับความเร็วลมมากกว่า 190 ไมล์ต่อชั่วโมง (ราว 305 กม./ชม.)

ในมุมมองด้านยอดขายของ Phaeton เรียกได้ว่าล้มไม่เป็นท่า แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ถือว่าได้ครอบครองผลงานทางวิศวกรรมชั้นเลิศแห่งยุคเลยก็ว่าได้ แถมยังถูกต่อยอดจนกลายเป็นรถตระกูล Bentley Continental ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเบนท์ลีย์เลยทีเดียว

 

VW Golf Mk4

Golf Mk4 ถือเป็นผลงานการสร้างชื่อของ Piech ได้อย่างชัดเจนที่สุด ด้วยการเพิ่มคุณภาพของตัวรถให้มากเข้าไว้ ควบคู่ไปกับการลดชิ้นส่วนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ (เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มกำไร)

Paul Horrell หนึ่งในบรรณาธิการของท็อปเกียร์ผู้คร่ำหวอดในวงการรถยนต์มาอย่างยาวนาน กล่าวว่า “มันถือเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น และให้ความรู้สึกราวกับว่าถูกส่งมาจากดาวดวงอื่นเลยทีเดียว”

แม้ว่าเวอร์ชั่น GTI จะไม่ได้เป็นดาวเด่นในสมัยนั้น แต่ในเวอร์ชั่นปกติก็สามารถทำยอดจำหน่ายได้อย่างถล่มทลาย และยังถือเป็นการกลับมาของ Golf ในระดับที่โฟล์คสวาเก้นไม่เคยทำได้มาก่อน ปัจจุบันมีเพียงโฉม Mk7 เท่านั้น ที่ได้รับการยกย่องจากสื่อมวลขนเทียบเท่ากับโฉม Mk4 ในอดีต

R.I.P. Ferdinand Piëch