Euro NCAP ปรับเกณฑ์วัดความปลอดภัยใหม่ 5 ข้อ

432
0

Euro NCAP หน่วยงานด้านความปลอดภัยรถยนต์ได้เผยแพร่ข้อมูลสำคัญ ของการปรับปรุงเกณฑ์การวัดความปลอดภัยขนาดใหญ่จำนวน 5 ข้อ อัพเดตล่าสุดประจำปี 2020

หากติดตามข่าวสารวงการยานยนต์คุณคงทราบว่า Euro NCAP คือชื่อที่บรรดาบริษัทรถยนต์นำมาใช้การันตีรถของตน ว่ามีความปลอดภัยผ่านเกณฑ์ในระดับ 5 ดาว ซึ่งกว่าจะได้ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมาตรฐานการทดสอบของหน่วยงานนี้มีความเข้มข้นไม่แพ้ฝั่งอเมริกาอย่าง IIHS และเป็นที่นิยมแพร่หลายอธิบายไปแล้วผู้คนรู้จักคุ้นเคยดี

ทุกสองปีจะมีการอัพเดตปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย โดยในปี 2020 พวกเขาได้เพิ่มกรรมวิธีในการวัดผลความปลอดภัยทางรถยนต์ มีทั้งหมด 5 หัวข้อ ได้แก่ การจำลองรถวิ่งชนกัน, การจำลองความบาดเจ็บเมื่อผู้ขับขี่ผู้โดยสารถูกรถชนด้านข้าง, การทำงานของระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, การตรวจสอบสถานะผู้ขับขี่ และ การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหลังเกิดอุบัติเหตุ

เริ่มด้วยการจำลองรถวิ่งชนกันซึ่งมาแทนที่การทดสอบรถพุ่งชนแท่งแบริเออร์ มีการใช้หุ่นดัมมี่ตัวใหม่นามว่า THOR-50M ที่มีเซ็นเซอร์รุ่นล่าสุดไว้รับข้อมูลแรงกระแทกได้เหมือนกับร่างกายมนุษย์ จากนั้นจัดให้รถคันทดสอบวิ่งด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. กับรถแบริเออร์ที่วิ่งด้วยความเร็วเท่ากัน พุ่งเข้าชนในอัตราส่วนครึ่งคันรถ จำลองสถานการณ์เหมือนกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจริงบนท้องถนน

ต่อมาเป็นการจำลองความบาดเจ็บเมื่อผู้ขับขี่ผู้โดยสารถูกรถชนด้านข้าง ซึ่งประเด็นนี้ก่อให้เกิดอันตรายไม่แพ้การชนด้านหน้า เนื่องจากขณะถูกชนร่างของผู้ขับขี่จะถูกเหวี่ยงไปด้านคนนั่ง ทำให้กระดูกคอหรือกระดูกสันหลังบาดเจ็บรุนแรง หรือกรณีผู้ขับขี่กับผู้โดยสารถูกรถอีกคันชนด้านข้าง โอกาสที่ศีรษะของทั้งสองคนจะกระแทกกันจนสมองบาดเจ็บก็มีสูงมาก

หัวข้อลำดับ 3 เป็นเรื่องการปรับปรุงมาตรฐานการทดสอบระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติใหม่ โดยนับจากปี 2020 เป็นต้นไป Euro NCAP จะเรียกการทดสอบนี้ว่า AEB Car to Car กับ Vulnerable road users ซึ่งมาตรฐานใหม่จะวัดการตอบสนองของระบบที่ทำงานทุกช่วงความเร็ว รวมถึงการเบรกฉุกเฉินเมื่อเจอรถจอดขวางครึ่งคัน หรือเบรกเมื่อมีรถวิ่งสวนมาขณะรอเลี้ยว และดูว่าระบบสามารถตรวจพบคนเดินถนนกับคนปั่นจักรยานได้มีประสิทธิภาพขนาดไหน

ในประเด็นที่ 4 คือ หัวข้อการให้คะแนนรถที่มีระบบตรวจว่าผู้ขับขี่กับผู้โดยสารทุกตำแหน่งคาดเข็มขัดนิรภัยหรือไม่ กับการเพิ่มระบบที่มาคอยตรวจดูว่าผู้ขับขี่มีสมาธิระหว่างขับรถ และเตือนทันทีเมื่อเขาหรือเธอเกิดความไม่พร้อมในการควบคุมรถ

เรื่องสุดท้ายที่ถูกเพิ่มเข้ามาหนีไม่พ้นหัวข้อการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บหลังเกิดอุบัติเหตุ ที่รวมไว้ตั้งแต่ระบบแจ้งข้อมูลฉุกเฉินอัตโนมัติ (E-Call) โดยระบบทำงานทันทีเมื่อรถเกิดการชนอย่างรุนแรง พร้อมแจ้งพิกัดไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่อยู่ใกล้ที่สุด ต่อมาคือการให้คะแนนกับรถรุ่นที่มีข้อมูลการช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งบอกตำแหน่งโครงสร้างที่หน่วยกู้ภัยสามารถตัดหรือเจาะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บได้รวดเร็วที่สุด

ยิ่งเวลาผ่านไปเท่าใดมาตรฐานความปลอดภัยก็มีเกณฑ์สูงขึ้น แต่ชีวิตของผู้ขับขี่กับผู้โดยสารจะไม่ปลอดภัยเลย หากผู้ใช้รถใช้ถนนไม่เคารพกฎหมาย และไม่คำนึงถึงเพื่อนผู้ร่วมใช้ทาง