Austro Daimler Bergmeister 2020 ใหม่ รถปลั๊กอินไฮบริดขุมพลัง 1,198 แรงม้า

1360
0

Austro Daimler Bergmeister 2020 ใหม่ รถสปอร์ตปลั๊กอินไฮบริดขุมพลัง 1,198 แรงม้า เตรียมเผยโฉมครั้งแรกในสหราชอาณาจักรที่งาน Salon Privé เดือนกันยายนที่จะถึงนี้

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบรถรุ่นพิเศษที่หาได้ยากมากๆ แล้วล่ะก็ คุณคงเคยเห็นรถคันนี้จากงาน Concorso d’Eleganza Villa d’Este ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรถคันนี้มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า Austro Daimler Bergmeister ADR 630 Shooting Grand นั่นเอง

ดีไซน์ของ Austro Daimler Bergmeister ADR 630 Shooting Grand เต็มไปด้วยกลิ่นอายของ Mercedes-Benz SLS และ AMG GT จากประตูแบบปีกนกและกระโปรงหน้าที่ยื่นยาวเป็นพิเศษ ขณะที่หลังคาแบบโป่งคู่และช่วงท้ายลาดเทแบบ Shooting Brake ถือเป็น 2 จุดเด่นสไตล์เรโทรที่พวกเราชาวท็อปเกียร์ชื่นชอบเป็นอย่างมาก

ไม่เพียงเท่านี้ Bergmeister ยังถูกติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบ แถวเรียง ขนาด 3.0 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 3 ตัว ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 1,198 แรงม้า (BHP) แรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตัน-เมตรเลยทีเดียว

ขุมพลังดังกล่าวช่วยให้ Bergmeister สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 2.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 402 กม./ชม. และยังขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าได้เป็นระยะทางกว่า 250 กิโลเมตรอีกด้วย

หากคุณคิดว่าระบบไฟฟ้าต่างๆ จะทำให้รถคันนี้หนักเท่ายานอวกาศแล้วล่ะก็ ผิดถนัด! เพราะ Austro Daimler ได้พัฒนารถคันนี้ให้มีน้ำหนักเพียง 1,650 กิโลกรัมเท่านั้น อันเป็นผลจากการใช้โครงสร้างและชื้นส่วนทำจากวัสดุอะลูมิเนียม พร้อมด้วยชุดแบตเตอรี่ที่ติดตั้งไว้บริเวณใกล้กับล้อคู่หลัง หากเผลอเหยียบคันเร่งแรงๆ แล้วล่ะก็ อาจจะมีอาการท้ายปัดให้ได้สนุกกันอีกด้วย

หากย้อนกลับไปในปี 1910 ที่ผ่านมา Austro Daimler เคยผลิตรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกชื่อว่า Prinz Heinrich ซึ่งทำความเร็วสูงสุดได้ราว 85 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 137 กม./ชม. (ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับเทคโนโลยีสมัยนั้น) แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลง บริษัทก็ประสบปัญหาอย่างหนักจนต้องยุติการผลิตลงในปี 1931 ซึ่งรถคันสุดท้ายที่ออกจากสายการผลิตมีชื่อว่า Bergmeister แปลเป็นไทยได้ว่า “เจ้าแห่งขุนเขา” นั่นเอง

ทั้งนี้ Bergmeister ใหม่ จะถูกเผยโฉมเป็นครั้งแรกในสหราชอาณาจักรที่งาน Salon Privé เดือนกันยายนที่จะถึงนี้ แต่จะได้กลับมาผลิตจริงหรือไม่นั้น ก็คงได้แต่หวังกันต่อไป