เปิดโผ 8 รถไฮไลท์เด่นในงาน Bangkok Motor Show 2020

1570
0

ก่อนงาน Bangkok International Motor Show 2020 (บางกอกมอเตอร์โชว์ 2020) จะเริ่มต้น เราพาผู้อ่านไปชมรถไฮไลท์เด่นจำนวน 8 คัน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ใครกำลังคิดอยากเดินชมงาน Bangkok Motor Show 2020 (มอเตอร์โชว์ 2020) ที่เตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคมปีนี้ คงต้องการทราบว่าภายในงานมีรถยนต์รุ่นใหม่คันใดบ้างมาจัดแสดงโชว์ โดยเราได้หาข้อมูลยานพาหนะจำนวน 8 คัน ต่างแบรนด์ต่างชนิดมาให้ผู้อ่านได้เตรียมตัวก่อนไปดูรถคันจริง

Suzuki XL7 รถครอบครัวยกสูงสายลุยคันใหม่

เริ่มต้นด้วยรถครอบครัวสไตล์ลุยยกสูงคันล่าสุด Suzuki XL7 อันเป็นคู่แข่งสำคัญของ Mitsubishi Xpander Cross ที่ตกแต่งภายนอกให้พรีเมียมและแข็งแกร่งกว่า Suzuki Ertiga โฉมปกติ พร้อมด้วยระยะห่างจากพื้นถนนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 200 มม. มากกว่า Ertiga อยู่ 20 มม.

สำหรับรายการอุปกรณ์ภายนอกคาดว่าได้ไฟหน้า LED, กระจังหน้าโครเมียม, ชายขอบล่างตัวถังสีดำรอบคัน, ฝาครอบกระจกมองข้างสีดำ และล้ออัลลอย 16 นิ้วลายใหม่ ส่วนภายในยังคงโทนสีดำเอาไว้เช่นเดิม แต่เพิ่มทริมตกแต่งลายคาร์บอนไฟเบอร์, แอร์ดิจิตอล, จอสัมผัส 8 นิ้ว รวมถึงเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง กับช่องแอร์เบาะแถว 2

หัวใจคาดว่าใช้ดวงเดียวกับ Ertiga คือเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รหัส K15B กำลังสูงสุด 104 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ไปยังล้อคู่หน้า

MG ZS บีเอสยูวีรุ่นฮิตโฉมไมเนอร์เชนจ์

B-SUV ยอดขายอันดับ 1 ในเมืองไทยอย่าง MG ZS เพิ่งไมเนอร์เชนจ์ใหม่ โดยเสริมรูปลักษณ์ให้โฉบเฉี่ยวทันสมัยถูกใจลูกค้าชาวไทยเช่นเดิม อีกทั้งยังเพิ่มอุปกรณ์แน่นคันสวนทางกับราคาสบายกระเป๋าระหว่าง 689,000-799,000 บาท

อุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น X+ ตัวท็อปสุดมีไฟหน้า LED, ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED และไฟท้าย LED เพิ่มความดูดีไม่แพ้รถราคาระดับล้านบาท ขณะที่ห้องโดยสารมาในแบบสีทูโทนน้ำตาลดำ กับวัสดุหุ้มบริเวณคอนโซลหน้าแบบสัมผัสนุ่ม พร้อมด้วยเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง กับจอดิจิตอลเบื้องหน้าผู้ขับขี่ 7 นิ้ว ควบคู่จอสัมผัส 10 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay และยกระดับให้หรูหราด้วยหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ

ประเด็นความปลอดภัยจัดมาให้สมฐานะ มีตั้งแต่ถุงลมนิรภัยรอบคัน 6 ตำแหน่ง, ระบบควบคุมการทรงตัว, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบควบคุมแรงเบรกในขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน, ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน, ระบบแจ้งเตือนความดันลมยาง, กล้องมองภาพรอบคัน และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร กำลัง 114 แรงม้า (PS) แรงบิด 150 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบล็อคอัตราทดได้ 8 สปีด พ่วงโหมด Manual และขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า นอกจากนี้ ZS ใหม่ ยังมอบระบบเบรกมือไฟฟ้ากับระบบหน่วงแรงเบรกอัตโนมัติให้มาด้วย

Nissan Kicks e-POWER เอสยูวีพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ต้องเติมน้ำมัน

Nissan Kicks e-POWER ถือว่าเป็นเอสยูวีน้องใหม่ในกลุ่ม B-SUV ที่ชูจุดเด่นเรื่องการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่พลังงานได้มาจากการปั่นด้วยเครื่องยนต์ นั่นหมายความว่ารถคันนี้ยังเติมน้ำมันแบบรถปกติ ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากได้ความแรงเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องการขับขี่ได้ทั่วไทยโดยมิต้องแวะชาร์จไฟฟ้า และสนนราคาระหว่าง 889,000-1,049,000 บาท

รูปลักษณ์ภายนอกของรถทุกรุ่นย่อยได้ของแทบเหมือนกันหมด เริ่มจากไฟหน้า LED พร้อม LED Signature Light, ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED, ล้ออัลลอยสีทูโทน 17 นิ้ว ส่วนไฟตัดหมอกมีให้ตั้งแต่รุ่น V เป็นต้นไป เมื่อดูภายในห้องโดยสารพบกับการตกแต่ง 2 สไตล์ คือดำล้วนกับดำส้ม พร้อมจอดิจิตอล 7 นิ้ว แสดงข้อมูลสำคัญให้ผู้ขับขี่ ส่วนตรงกลางเป็นจอสัมผัส 8 นิ้ว เชื่อมต่อ Apple CarPlay ได้ พร้อมเอาใจลูกค้าใช้งานในเมืองด้วยระบบ One-Pedal กับเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Brake Hold

เหนือสิ่งอื่นใดคือการที่นิสสันมอบความปลอดภัยทันสมัยหลายสิ่ง เช่น ระบบแจ้งเตือนการชนพร้อมเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบเตือนจุดอับสายตา, ระบบเตือนจุดอับสายตาด้านหลัง, กล้องมองภาพรอบคัน, กระจกมองหลังอัจฉริยะ และเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบหน่วงแรงเบรกอัตโนมัติ

ไฮไลท์เด็ดอย่างมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส EM57 สร้างกำลังสูงสุด 129 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า ด้วยระบบ Single Speed Gear Reduction ซึ่งพลังไฟฟ้าได้มาจากเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ รหัส HR12DE ความจุ 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 79 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร และเก็บพลังทั้งหมดไว้ในแบตเตอรีลิเธียมไอออนความจุ 1.57 กิโลวัตต์ชั่วโมง

Toyota Revo กระบะคันนี้มีรุ่นเครื่องดีเซล 2.8 ลิตร 204 แรงม้า

การมาถึงของ Toyota Revo 2020 ใหม่ โฉมไมเนอร์เชนจ์ มีความโดดเด่นพร้อมลุยมากขึ้นในรุ่น Rocco ส่วนโมเดลยกสูงทั้งขับสองและขับสี่ก็เปลี่ยนใหม่จนน่าสนใจไม่แพ้กัน ทว่าของเด็ดอยู่ตรงเครื่องดีเซล 2.8 ลิตร ที่ปรับใหม่ให้แรงระดับสองร้อยแรงม้า กับช่วงล่างถอดแหนบบรรทุกเหลือ 3 จาก 5 แผ่น และจูนช่วงล่างนุ่มนวลยิ่งขึ้น สำหรับราคาอยู่ระหว่าง 544,000-1,239,000 บาท

ความหล่อแบบกระบะพันธุ์แกร่งถูกเสริมได้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากกระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมในรุ่นปกติ กับกระจังหน้าทรงคล้ายกระบะฟูลไซส์อเมริกาสำหรับตัว Rocco หลังจากนั้นจึงใส่ไฟหน้า LED, ไฟตัดหมอก LED, ไฟท้าย LED, ล้ออัลลอย 18 นิ้ว และอุปกรณ์ตกแต่งเสริมลุคลุยในรุ่นพิเศษตัวแพงสุด

ขณะที่ภายในห้องโดยสารยังใช้สีดำเป็นหลัก โดยรุ่นย่อยระดับ High ทั้งแบบ Smart Cab กับ Double Cab ยกสูง ได้รับเบาะคนขับปรับไฟฟ้า, มาตรวัดความเร็วกับจอแสดงข้อมูลแบบใหม่, จอสัมผัสตรงกลางขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และมีช่องแอร์แถว 2 มาให้ด้วย

การปรับโฉมครั้งนี้โตโยต้าจัดเต็มอุปกรณ์ความปลอดภัยในรุ่น Rocco คันพิเศษราคาแพงสุด ด้วยระบบแจ้งเตือนการชนคู่ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน, ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ และถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง

เราขอพูดถึงขุมพลังบล็อกเด่นอย่างเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบเรียง ความจุ 2.8 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ควบคู่เกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ส่งกำลังสู่ล้อหลังหรือขับเคลื่อนแบบ 4WD ซึ่งมีระบบควบคุมเฟืองท้ายที่ช่วยให้การลุยทางออฟโรดสะดวกยิ่งขึ้น

Toyota Fortuner ปรับโฉมใหม่มีรุ่นปกติกับรุ่น Legender

ตลาดรถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะมีผู้เล่นหลักอย่าง Toyota Fortuner ที่ล่าสุดเพิ่งไมเนอร์เชนจ์ไปพร้อมกระบะร่วมค่าย โดยรอบนี้แยกรุ่นปกติสไตล์ภูมิฐานออกจากรุ่น Legender ที่มาในสายสปอร์ตพรีเมียม และชูขุมพลังดีเซลเทอร์โบ 2.8 ลิตร เป็นพระเอกหลักในการเรียกลูกค้าชอบความแรง และเปิดราคาระหว่าง 1,319,000-1,839,000 บาท

ในรุ่นปกติติดตั้งไฟหน้าแบบ Bi-beam LED พร้อม Daytime Running Light ดีไซน์ใหม่, กระจังหน้าใหม่, ไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบ LED Light Guiding และล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ส่วนรุ่น Legender ได้ไฟหน้า Full LED แบบ Dual Projector, ไฟเลี้ยวแบบ Sequential LED บริเวณกันชน, กระจังหน้าดีไซน์พิเศษ, ชุดแต่งกันชนหน้า-หลังสีดำ, หลังคาสีดำ Black Top และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว

ภายในของรุ่นปกติได้เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง, มาตรวัดเรืองแสง Optitron ใหม่, หน้าจออินโฟเทนเมนท์ 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay พร้อมระบบ T-Connect, กระจกมองข้างปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ส่วนรุ่น Legender มาพร้อมหน้าจอสัมผัส 9 นิ้ว, ลำโพง JBL 9 ตำแหน่ง, กล้องมองภาพรอบคัน และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อม Kick Sensor

ระบบความปลอดภัยจัดเต็มในรุ่น Legender เพราะมีระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้า, ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ส่วนถุงลมนิรภัยรอบคัน 7 ตำแหน่ง ระบบเบรก ABS/EBD ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบควบคุมล้อหมุนฟรี และระบบช่วยออกตัวบนทางชันมีเป็นมาตรฐาน

ขุมพลังมีให้เลือกทั้งเครื่องดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร กับเครื่องดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ 2.8 ลิตร กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สู่ล้อคู่หลังหรือขับเคลื่อนแบบ Part-time 4WD

Audi A5 สปอร์ตคูเป้ค่ายสี่ห่วงมีทั้งแบบ 2 และ 4 ประตู

ดูเหมือนว่าค่ายสี่ห่วงจะรุกตลาดสปอร์ตคูเป้ด้วย Audi A5 Coupe กับ Audi A5 Sportback ใหม่ ซึ่งดึงดูดความสนใจจากลูกค้าด้วยสีภายนอกเฉดล่าสุด สีเขียว District Green กับขุมพลังเบนซิน Mild-hybrid สายรักษ์โลก และมีราคาเริ่มต้น 2,699,000–3,599,000 เท่ากันทั้งสองตัวถัง

A5 ใหม่ ในรุ่น 45 TFSI quattro S line มอบชุดแต่ง Black Edition พร้อมอัปเกรดไฟหน้าเป็นแบบ Matrix LED ปรับการส่องสว่างอัตโนมัติตามสภาพจราจร และไฟเลี้ยวแบบ Dynamic ขณะที่ล้ออัลลอย 19 นิ้ว ติดตั้งให้เป็นมาตรฐานทั้งสองรุ่นซึ่งต่างกันแค่ลวดลายเท่านั้น

การไมเนอร์เชนจ์ใหม่ของ A5 ยังคงเส้นสายภายในห้องโดยสารเหมือนรุ่นเดิม ทว่าได้เพิ่มอุปกรณ์อย่างจอดิจิตอล Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว, จอสัมผัส 10.1 นิ้ว พ่วงระบบอินโฟเทนเมนท์ MMI Radio Plus เป็นมาตรฐาน ส่วนระบบเสียง 3 มิติ Bang & Olufsen, และไฟเรืองแสงภายในห้องโดยสารปรับได้ 30 สี ติดตั้งมากับรุ่นท็อปสุด

เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของยานยนต์พลังสะอาด A5 ไมเนอร์เชนจ์ จึงมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบเรียง แบบ Mild-hybrid ความจุ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 190-245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320-370 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ S tronic ขับเคลื่อนล้อหน้าหรือขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro

Toyota Corolla CROSS บีเอสยูวีใหม่ขุมพลังไฮบริด 1.8 ลิตร

พักนี้ตลาด B-SUV กำลังจะกลับมาดุเดือดอีกครั้ง เพราะโตโยต้าเตรียมส่ง Toyota Corolla CROSS ครอสโอเวอร์พิกัดเดียวกับ Toyota C-HR ซึ่งมาในสไตล์ปกติจับกลุ่มลูกค้าที่มองหารถไว้ใช้งานทั่วไป และคาดว่ามีราคาระหว่าง 98x,xxx-1,1xx,xxx บาท

หลายคนตั้งคำถามว่า Corolla CROSS มีรูปลักษณ์เหมือนรถเก๋ง Corolla หรือว่าอะไรกันแน่ โดยจากข้อมูลล่าสุดเปิดเผยว่าอเนกประสงค์คันใหม่จะใช้พื้นฐานเดียวกับ C-HR และมาพร้อมหน้าตาใหม่แบบที่ยังไม่เคยเผยโฉมแห่งใดมาก่อน

หัวใจหลักๆ ที่ทำตลาดจะมาในแบบเดียวกับ C-HR คือตัวเริ่มต้นได้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบเรียง 1.8 ลิตร กำลัง 140 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT แบบ 7 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า รองรับน้ำม้น E85 และเครื่องเบนซินไฮบริด 4 สูบเรียง ความจุ 1.8 ลิตร จับคู่มอเตอร์ไฟฟ้าสร้างกำลังรวมกัน 122 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แบบ E-CVT รองรับน้ำมันสูงสุด E20

ทางด้านความปลอดภัยคาดว่าจัดมาให้เหมือนเพื่อนร่วมรุ่นทรงคูเป้ โดยใส่ Toyota Safety Sense ที่มีระบบแจ้งเตือนการชนด้านหน้าพร้อมเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และอุปกรณ์อื่นๆ ที่มากกว่า C-HR นิดหน่อย

Honda CR-V ไมเนอร์เชนจ์ปี 2020 

เมื่อต้นปีเคยมีข่าวว่าทางฮอนด้าเตรียมเผยโฉม Honda CR-V คอมแพ็คเอสยูวีโมเดลฮิตในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทว่ากลับถูกเลื่อนการเปิดตัวออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยภายในงานมอเตอร์โชว์ 2020 อันใกล้จะถึงมีความเป็นไปได้ว่ารถคันนี้อาจมาจอดโชว์คันจริง

เบื้องต้นความเปลี่ยนมีตั้งแต่การเปลี่ยนกันชนหน้า กันชนหลัง ล้ออัลลอย ส่วนภายในนั้นคาดว่าคล้ายเดิมเหมือนโมเดลปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดอุปกรณ์อย่างเป็นทางการของเวอร์ชั่นไทยต้องมารอลุ้นอีกที

แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่าฮอนด้าอาจนำเครื่องเบนซินเทอร์โบ 4 สูบเรียง ขนาด 1.5 ลิตร กำลัง 190 แรงม้า แรงบิด 243 นิวตันเมตร จาก Honda Accord มาใส่แทนเครื่องเบนซิน 2.4 ลิตร บล็อกเก่า แต่ยังจับคู่เกียร์อัตโนมัติ CVT เหมือนเดิม ทั้งนี้ เครื่องดีเซลเทอร์โบ 1.6 ลิตร อันเป็นรุ่นแพงสุดจะอยู่หรือไปก็ยังไม่ทราบแน่ชัด

ผู้อ่านเตรียมตัวพบกับรถยนต์ทั้ง 6 รุ่นใหม่ที่น่าสนใจ ส่วนอีก 2 รุ่นซึ่งคาดว่าเปิดตัวเร็วๆ นี้ ต้องดูอีกทีว่าจะมาโชว์ในงานมอเตอร์โชว์ 2020 หรือไม่