5 เทคนิค “ขับรถหน้าฝน” ให้ปราศจากอุบัติเหตุทำอย่างไร?

1215
0

5 เทคนิค “ขับรถหน้าฝน” ให้ปลอดภัยทำอย่างไรถึงจะหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุในช่วงที่มีฝนตกหนักแทบทุกวัน บทความนี้พร้อมนำเสนอทุกข้อควรรู้ให้คุณทราบ

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าปี 2563 ประเทศไทยจะเผชิญหน้ากับฝนตกหนักนานหลายเดือน ดังนั้นเราจึงนำเสนอ 5 เทคนิคขับรถหน้าฝนให้ปลอดภัย เพื่อช่วยให้คุณและผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นปราศจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน

1.หลีกเลี่ยงการขับรถจี้คันหน้า

อุบัติเหตุส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นขณะฝนตกและหลังหยุดตก โดยขณะฝนตกเกิดจากทัศนวิสัยด้านหน้าลดต่ำลงจนผู้ขับขี่สังเกตุรถคันหน้าได้ยาก และเมื่อหลังฝนหยุดตกพื้นถนนยังคงมีแอ่งน้ำกับความเปียกลื่นอยู่ ระยะการเบรกยังไม่เต็มประสิทธิภาพจนทำให้ชะลอรถหยุดไม่ทัน

วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือจำไว้ว่ายิ่งฝนตกหนักยิ่งต้องเว้นระยะห่างจากรถคันหน้ามากกว่าปกติ เพื่อจะได้เตรียมตัวในการรับกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยนอกจากจะดูรถคันข้างหน้าแล้วก็ให้มองดูกระจกหลัง หากพบว่ารถคันที่ขับตามรถของเราใช้ความเร็วสูงหรือขับจี้มากเกินไป ควรหลบหลีกให้เขาแซงไปก่อนเพราะรถคันนั้นมีโอกาสเป็นชนวนในการก่ออุบัติเหตุมากที่สุด

2.ไม่ใช้ความเร็วสูงเกินไป

เชื่อว่าหลายท่านคงเคยเห็นข่าวที่มีรถเสียหลักพลิกคว่ำหรือปีนข้ามเกาะกลางไปชนรถวิ่งสวนทาง เป็นเหตุให้ชีวิตและทรัพย์สินสูญเสียอย่างมหาศาล ยิ่งเฉพาะในช่วงฝนตกหรือหยุดตกใหม่ๆ ด้วยแล้ว โอกาสในการเกิดรวมถึงความรุนแรงยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ถามว่าความเร็วเท่าใดที่เหมาะสมขณะขับขี่รถระหว่างฝนตก จริงๆ แล้วไม่ได้มีกฏเกณฑ์ตายตัว แต่ให้พิจารณาจากลักษณะกายภาพของรถ ยาง ตลอดจนระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งอยู่ แต่โปรดจำไว้เสมอว่าต่อให้รถหรือยางจะดีขนาดไหน แต่ถ้าประมาทใช้ความเร็วเกินพอดีก็มีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเหมือนกัน

3.ไม่เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ที่ใช้ตั้งแต่เช็คข่าวสาร ตรวจดูอีเมล์งาน คุยกับครอบครัวเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ซื้อหาสินค้าผ่านทางออนไลน์ ซึ่งผู้ขับขี่หลายคนหลงลืมและใช้มันขณะขับขี่รถยนต์ ไม่เว้นแม้แต่ขณะขับบนทางที่ฝนกำลังตกหนัก สร้างความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติหลายเท่า

หากมีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์จริงๆ ก็ควรทำขณะรถกำลังจอดติดไฟแดง หรืออยู่ในสถานการณ์รถติดขัด และหากกำลังเดินทางไกลนั้นปลอดภัยที่สุดคือหาสถานีบริการน้ำมันแล้วจอดใช้โทรศัพท์ เราไม่แนะนำให้จอดรถบนไหล่ทางเพราะมีความเสี่ยงมากที่รถคันอื่นอาจแล่นมาชนได้

4.ใช้สัญญาณไฟกับเปิดไฟให้ถูกต้อง

เวลาฝนตกหนักจะมีรถยนต์บางคันเปิดไฟฉุกเฉินขณะกำลังวิ่งฝ่าสายฝน ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องเลย เพราะตอนที่ฝนตกหนักนั้นรถยนต์ที่แล่นอยู่บนช่องจราจรด้านข้าง อาจมองเห็นเพียงมุมเดียวแล้วคิดว่ารถคันนั้นต้องการเลี้ยวเปลี่ยนทิศทาง หรือบางครั้งรถคันเปิดไฟฉุกเฉินก็ลืมไปว่ากำลังใช้งานไฟดังกล่าวอยู่ เผลอเปลี่ยนเลนแซงรถคันหน้าโดยมิได้ปิดสัญญาณไฟดังกล่าวก่อนเปิดไฟเลี้ยว และทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมา

ถ้าต้องการบอกรถคันอื่นว่ารถของคุณอยู่ในตำแหน่งใด ให้เปิดไฟตัดหมอกหน้าหรือหลังควบคู่กัน หากไม่มีก็ให้เปิดไฟหน้าตามปกติเพื่อเป็นการเพิ่มทัศนวิสัยการมองเห็น ส่วนรถคันที่มีไฟส่องสว่างเวลากลางวัน แนะนำให้เปิดใช้ไฟหน้าตามปกติจะเหมาะสมกว่า เพราะไฟ DRL บนรถหลายคันมีแสงแรงจ้ามากเกินไป และอาจส่งแสงฟุ้งอยู่ในสายฝนที่กำลังตกอยู่จนผู้ใช้รถคันอื่นแสบตาได้

5.ตรวจเช็คอุปกรณ์ประจำรถให้สมบูรณ์

ขึ้นชื่อว่ารถยนต์ย่อมมาพร้อมกับอุปกรณ์ต่างๆ ติดมามากมาย โดยสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยขณะขับขี่ อาทิ ยางรถยนต์ ใบปัดน้ำฝน ผ้าเบรก หรือหลอดไฟส่องสว่างภายนอก เหล่านี้ทั้งต้องหมั่นตรวจสอบดูแลให้อยู่ในสภาพปกติอยู่เสมอ

นอกจากอุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ยังมีเรื่องระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย เช่น ระบบเบรก ABS ระบบควบคุมการทรงตัว หรือระบบอื่นๆ ที่ทำงานเพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ หากพบว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมิสามารถใช้งานได้ตามปกติ ให้รีบนำรถเข้าไปตรวจเช็คและซ่อมแซมทันทีเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง

ทุกข้อที่เรากล่าวมาก็เพื่อความปลอดภัยของผู้อ่านและคนใช้รถใช้ถนนท่านอื่น มาร่วมช่วยกันสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยไปด้วยกัน