รีวิว Toyota Fortuner Legender 2020 ใหม่ ครบจบในคันเดียว

2986
0

Toyota Fortuner Legender 2020 ใหม่ อเนกประสงค์รุ่นเน้นความสปอร์ตพรีเมียม ได้ผ่านการขับทดสอบบนทางเส้นออนโรด-ออฟโรดเต็มรูปแบบ และนี่คือบทสรุปที่เราพร้อมนำเสนอ

Toyota Fortuner Legender ใหม่ คือผู้มาแทนที่รุ่น TRD Sportivo เดิม โดยวางให้สื่อถึงภาพลักษณ์สปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้น ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหาอเนกประสงค์ไว้เพื่อขับใช้งานทุกสภาพเส้นทาง แต่ต้องได้ทั้งความหล่อ ความแรง ความสบาย และความปลอดภัยแบบครบถ้วน เพื่อการันตีว่าทุกสิ่งที่กล่าวมาเป็นความจริง  บทความนี้จะพาคุณผู้อ่านไปสัมผัสประสบการณ์ร่วมกับเรา

ภายนอก

Toyota Fortuner Legender 2020 ถูกออกแบบภายนอกให้แตกต่างโมเดลปกติอย่างชัดเจน เริ่มจากไฟหน้า LED แบบ Dual Projector ที่ได้แก้ไขจนหมดปัญหาไฟแยงตารถคันอื่น ส่วนไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED มีลักษณะใหม่เช่นกัน ต่อมาได้ย้ายไฟเลี้ยวแบบ Sequential LED ไปไว้บริเวณกันชน ขณะที่ไฟท้าย LED Light Guiding มีความชัดเจนเมื่อมองจากระยะไกลแม้ในยามกลางวัน

สิ่งที่ทำให้รถคันนี้ดูน่าเกรงขามและพรีเมียมไปในคราวเดียว มาจากกระจังหน้าดีไซน์พิเศษที่เข้ากันดีกับชุดแต่งกันชนหน้า-หลังสีดำ ถัดมาบริเวณหลังคามาในโทนสีดำ Black Top ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะเลือกสีภายนอกแบบไหน และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 265/50 R20 มีดีไซน์ใหม่หมดเช่นกัน

ภายใน

หากคุณคาดหวังว่าห้องโดยสารของ Fortuner Legender จะต้องได้รับการออกแบบใหม่หมด ขอบอกว่าความจริงแล้วเป็นเพียงการปรับปรุงให้ดูดีกว่าเดิมเท่านั้น โดยยังคงใช้แผงคอนโซลหน้าจากรถโมเดลก่อน แต่มีการเปลี่ยนหนังหุ้มตามแผงประตูกับบริเวณต่างๆ ใหม่หมด ซึ่งในรุ่น 2.8 Legender 4WD คันทดสอบขับจะได้ภายในสีดำกับเบาะนั่งสีดำสลับขาว ต่างจากบรรดารุ่นย่อยอื่นของ Legender ที่มาพร้อมภายในสีดำกับเบาะนั่งสีดำสลับแดง

ได้ชื่อว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่ออกมาเพื่อตอบสนองนักขับขี่สายเดินทางไกล ประเด็นความสบายของคนขับจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยเจ้านี่มอบเบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ซึ่งเมื่อรวมกับพวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ทำให้ผู้ทดสอบที่มีความสูง 171 ซม. หนัก 75 กก. หาตำแหน่งขับขี่อย่างเหมาะสมได้ง่ายดาย และตัวเบาะนั่งเองมีความนุ่มแน่นกำลังดีอีกด้วย แต่แอบตัดคะแนนตรงที่พนักวางแขนระหว่างเบาะคู่หน้าสั้นไปหน่อย

สำหรับเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติทำความเย็นได้รวดเร็ว แต่ไม่สามารถแยกโซนปรับอุณหภูมิได้เหมือนกับคู่แข่งในระดับเดียวกัน ส่วนบริเวณห้องโดยสารตอนหลังมีปุ่มปรับแรงลมอัตโนมัติ ส่งลมเย็นๆ กระจายผ่านช่องแอร์ตั้งแต่เบาะแถว 2 ถึง 3 ได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ตำแหน่งการนั่งเบาะแถว 2 ยังคงเหมือนเดิมไม่ต่างจากรถโมเดลก่อน คือพื้นที่ว่างเหนือศีรษะกับที่วางขาเหลือเฟือพอให้คนตัวสูงนั่งได้สะดวกสบาย

ต่อมาติดตั้งไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารตรงแถบทริมตกแต่งข้างประตู กับการเปลี่ยนมาตรวัดเรืองแสงแบบ Optitron อันมีจอแสดงข้อมูลขนาด 4.2 นิ้ว แสดงข้อมูลสำคัญการขับขี่แบบครบถ้วน ส่วนกระจกมองหลังเป็นแบบตัดแสงสะท้อนอัตโนมัติ พร้อมด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์แบบ Paddle Shift หลังพวงมาลัยที่ช่วยให้การขับขี่สนุกสนาน และใช้ยามขับขี่ขึ้นลงภูเขาได้อีกต่างหาก

ประเด็นความบันเทิงจะได้รับหน้าจอสัมผัสระบบอินโฟเทนเมนท์ ขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay ขณะที่ Android Auto นั้นขึ้นอยู่กับสมาร์ทโฟนของคุณว่าเป็น Android 10 หรือไม่ ถ้าใช่ก็สามารถเชื่อมต่อใช้งานระบบได้ และเช่นเดียวกันกับรถโตโยต้ายุคใหม่คือมีการติดตั้งระบบ T-Connect ไว้ตรวจสอบตำแหน่งรถ, แสดงสถานะรถ, ใช้งานประกันภัย Telematics และระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน เป็นต้น

อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ มีเครื่องเสียง JBL พร้อมลำโพง 9 ตำแหน่ง, จุดชาร์ทไฟแบบไร้สายบริเวณใต้คอนโซลหน้า, ช่องเสียบ USB จำนวน 2 จุดสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, กล้องมองภาพรอบคัน, เบาะแถว 2 ปรับพับได้แบบ One Touch, เบาะนั่งด้านหลังปรับพับได้ 3, ช่อง USB 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อม Kick Sensor

อุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานเริ่มด้วยถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง, ระบบเบรก ABS/EBD/BA, ระบบควบคุมการทรงตัว VSC, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC, ระบบควบคุมการส่ายของพ่วงท้าย TSC, ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HAC และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน DAC

หลังจากเคยฟอร์จูนเนอร์โฉมก่อนเคยโดนค่อนขอดว่ากั๊กออปชั่น มาคราวนี้ใน Legender 2.8 ทั้งรุ่น 2WD และ 4WD จึงมาพร้อมระบบป้องกันการชนด้านหน้า Pre-collision System, ระบบเตือนรถออกนอกเลนพร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ Lane Departure Alert และระบบควบคุมความเร็วแปรผันตามคันหน้าอัตโนมัติ Dynamic Radar Cruise Control ซึ่งเราแอบเสียดายที่ไม่ได้ใส่ระบบแจ้งเตือนรถในมุมอับด้านข้าง-ด้านหลังมาให้

เครื่องยนต์

หนึ่งจุดเด่นของฟอร์จูนเนอร์โฉมไมเนอร์เชนจ์ ปี 2020 คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบเรียง ความจุ 2.8 ลิตร รหัส 1GD-FTV สร้างกำลังสูงสุด 204 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที จ่ายน้ำมันด้วยหัวฉีดแบบ i-ART ที่มีกล่องอีซียูควบคุมแต่ละหัวโดยเฉพาะ จากนั้นจับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ส่งพลังสู่ยังระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Part-time 4WD แบบ Sigma 4 อันลือชื่อ และมีโหมดขับขี่ Eco, Normal รวมถึง Sport ให้การตอบสนองต่างกัน

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง กับช่วงล่างด้านหลังแบบโฟรลิงค์ พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ทำงานร่วมกับช็อคแอบซอร์เบอร์ที่ออกแบบพิเศษเพื่อรุ่น Legender ทั้งคู่หน้าคู่หลัง ขณะเดียวกัน พวงมาลัยไฮดรอลิกทำงานร่วมกับพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบ VFC จากนั้นหน้าที่ชะลอความเร็วเป็นของดิสก์เบรกหน้าและหลัง

การขับขี่-ออนโรด

Toyota Fortuner Legender ใหม่ มิได้ทดสอบกันในสนามของโตโยต้าย่านบางนาเหมือนตอน Toyota Hilux Revo Rocco หรือ Toyota Corolla CROSS อีกต่อไป เพราะเราได้ไปเริ่มต้นสตาร์ทกันที่พัทยาเพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นทางออฟโรด ณ เขาระเบิด อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี แล้วค่อยขับไปทำกิจกรรม CSR ก่อนเคลื่อนตัวกลับกรุงเทพฯ กินเวลาทั้งสิ้น 2 วัน 1 คืน

ทันทีที่ก้าวขึ้นไปนั่งในตำแหน่งแล้วกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เราสัมผัสได้ทันทีว่าเครื่องยนต์ทำงานได้เรียบแถมเงียบกว่าเดิมอย่างชัดเจน ครั้นเมื่อเริ่มเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นโทนเสียงของขุมพลังก็ไม่ได้แผดดังเหมือนเมื่อก่อน จุดนี้คือข้อชื่นชมแรกที่เรายกนิ้วให้กับขุมพลังดีเซล 2.8 ลิตร 204 แรงม้า บล็อกนี้

หลายคนตั้งคำถามว่าการที่ Fortuner ใหม่ มอบพวงมาลัยไฮดรอลิกที่มาพร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบ VFC นั้นมีการตอบสนองอย่างไร จากการเริ่มหมุนพวงมาลัยในความเร็วต่ำยังมีน้ำหนักใกล้เคียงกับรถโฉมก่อน ทว่าพอขับด้วยความเร็วเพิ่มขึ้นจะรู้สึกได้ทันทีว่า การเปลี่ยนเลนทำได้คมแบบไม่ต้องคอยแต่งพวงมาลัยมากนัก อีกทั้งขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงตัวพวงมาลัยมอบความนิ่ง แม้จะมีกระแสลมปะทะด้านข้างหรือถนนมีรอยต่อก็ตาม และผลลัพธ์คือผู้ขับขี่สามารถขับขี่ได้มั่นใจและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม

เรื่องการซับแรงสะเทือนของช่วงล่างที่เคยเป็นจุดอ่อนใหญ่ประจำฟอร์จูนเนอร์ บัดนี้ในโมเดล Legender ได้พลิกโฉมกลับมาในทิศทางบวก โดยเมื่อวิ่งด้วยความเร็วต่ำช่วงล่างเก็บซับแรงสะเทือนจากผิวถนนขรุขระได้กำลังดี ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ขับขี่บนถนนลาดยางด้วยความเร็วเดินทาง ตัวรถมีความนิ่งและลอยผ่านรอยปะหรือหลุมเล็กๆ บนถนนแบบหนึบแน่น ถึงกระนั้นอาการท้ายดีดเล็กๆ ตอนวิ่งบนถนนคอนกรีตก็ยังมีให้รู้สึกอยู่บ้าง ซึ่งถ้ามีคนนั่ง 4 คน พร้อมสัมภาระคาดว่าอาการดังกล่าวน่าจะหายไป

ช่วงล่างใหม่ที่ปรับจูนมาสอบผ่านในระหว่างที่ลองเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง เมื่อผสานเข้ากับพวงมาลัย VFC ยิ่งทำให้รู้สึกสนุกถึงแถมมั่นใจ โดยตัวรถปรากฏอาการโยนตัวน้อยลงกว่าเดิมเพราะพวงมาลัยมีความเฉียบคมสอดคล้องกัน นอกจากนี้ ในจังหวะโยกรถเปลี่ยนเลนด้วยความเร็วไม่ได้มีการโยนยวบ แต่รู้สึกว่าช่วงล่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติไวขึ้น และนั่นส่งผลต่อการขับขี่ในสไตล์โหดได้ดีขึ้นชัดเจน

ประเด็นขุมพลังนั้นจากเดิมมีแรงม้า 177 ตัว แรงบิด 450 นิวตันเมตร แต่โมเดลล่าสุดอัพพลังขึ้นไปที่ 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เมื่อเริ่มกดคันเร่งจากจุดหยุดนิ่งตัวเกียร์มีอาการหน่วงเพียง 1 วินาที จากนั้นพละกำลังมหาศาลจะนำพาตัวรถน้ำหนักกว่า 2 ตัน ทะยานสู่ความเร็วระดับสูงได้เพียงไม่กี่อึดใจ เราลองจับเวลาเล่นๆ ก็พบเห็นตัวเลข 0-100 กม./ชม. อยู่ในเวลา 10.xx วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดไม่ได้ลองในคราวนี้

สำหรับใครที่เป็นสายขับนุ่มเน้นคนนั่งสบาย คุณสามารถขับขี่สไตล์นุ่มนวลแต่เข็มความเร็วไหลขึ้นอย่างว่องไว เพียงกดคันเร่งราว 30-40% ขณะขับความเร็วคงที่ช่วง 60-80 กม./ชม. โดยเกียร์ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมช่วยให้คนนั่งไม่รู้ว่าคุณกำลังซิ่งรถแบบแนบเนียน และเพียงกดคันเร่งเติมต่ออีกเป็น 50-60% เกียร์ลูกนี้จะตัดเปลี่ยนฉับไวพร้อมหาช่วงอัตราทดอันเหมาะสม พาตัวรถแซงยานพาหนะเบื้องหน้าแบบไม่ต้องเค้นเหยียบคันเร่งจนจมเท้าแต่อย่างใด

ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ ติดตั้งดิสก์เบรกหน้า-หลัง ซึ่งจากการขับทุกสไตล์เพื่อหาคำตอบมาให้คุณผู้อ่าน เราพูดได้เลยว่าเบรกชุดนี้ทำมาครอบคลุมนักขับทุกประเภท โดยจังหวะขับช้าค่อยๆ เร่งสลับเบรกยามรถติดหนัก การเบรกทำได้นุ่มเท้าไม่มีอาการหยุดรถแบบหัวทิ่มให้เห็น อีกทั้งตัวเบรกเองมิได้ต้านสู้เท้าแต่กลับกลายเป็นนุ่มตามน้ำหนักกดมากกว่า และแม้ตอนขับขี่แบบสวมบทโหดบนทางด่วนแล้วต้องชะลอความเร็วกะทันหัน เบรกชุดนี้ก็หน่วงความเร็วได้ว่องไวแถมยังเกลี่ยน้ำหนักเบรกได้ง่ายอีกด้วย

อีกหนึ่งประเด็นซึ่งถูกชาวเน็ตรวมถึงผู้ใช้จริงบ่นกันมานาน อย่างเรื่องเสียงรบกวนจากลมและเสียงยางนั้น Legender ใหม่ ยังคงมีเสียงลมเล็ดลอดเข้ามาภายในเมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. อยู่ ซึ่งเงียบกว่าโมเดลก่อนอยู่ระดับหนึ่ง ส่วนเสียงยางหรือเสียงสะท้อนจากถนนนั้น รอบนี้ถือว่ามีความเงียบมากขึ้นอีกเช่นกัน และเสียงสะเทือนจากช่วงล่างเก็บได้ดีจนไม่ได้ยินเสียงอะไรดังเข้ามา ถึงอย่างนั้นมันไม่ได้เงียบสนิทเหมือนดั่งรถยนต์ราคาแพงระดับหลายล้านบาท นี่คือความจริงที่คุณผู้อ่านต้องเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของรถอเนกประสงค์ชนิดนี้

การขับขี่-ทางออฟโรด

คราวนี้เรามีโอกาสได้ขับ Fortuner Legender 2.8 4WD ลุยเส้นทางออฟโรดปีนสู่ลานร่มร่อนบนเขาระเบิด ซึ่งระหว่างเส้นทางมีทั้งสภาพดินลูกรัง ดินโคลน และบ่อน้ำโคลน ซึ่งการผ่านทุกอุปสรรคนั้นทำได้ง่ายดาย เพราะทางวิศวกรโตโยต้าได้ปรับรอบเดินเบาจากเดิม 850 รอบต่อนาทีลงมาเหลือ 680 รอบต่อนาที กับใส่ระบบแจ้งเตือนมุมองศาเลี้ยวของล้อ และกล้องมองภาพรอบคันมาให้

มีทางช่วงหนึ่งเป็นลักษณะเนินลาดลงเจอกับแอ่งน้ำโคลนแล้วขึ้นแบบตัว V ขาลงเราเปิดใช้ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน DAC ทำให้พุ่งสมาธิไปยังการควบคุมพวงมาลัยเต็มที่ พร้อมปล่อยให้หน้าที่การเบรกเป็นของระบบ ต่อมาฟีเจอร์แจ้งเตือนองศาเลี้ยวของล้อช่วยให้ทั้งมือใหม่หรือมือเก๋าสายออฟโรด ไม่ต้องหลงพวงมาลัยยามต่อสู้กับทางดินโคลนที่หมุนพวงมาลัยกันมือพัลวันอีกต่อไป

แม้ว่าฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะไม่ได้ติดตั้งปุ่มเปิด-ปิดระบบ Diff-Lock มาให้ แต่เมื่อดูในสเปกแล้วเราพบว่ามีระบบควบคุมเฟืองท้าย Auto Limited Slip Differential ที่เมื่อทำงานร่วมกับอาวุธแห่งสายออฟโรดยุคใหม่อย่างระบบป้องกันล้อหมุนฟรีแบบแอคทีฟ A-TRC แม้รถคันทดสอบจะรัดด้วยยาง H/T ไซส์ 20 นิ้ว ก็ยังสามารถปีนป่ายสลัดคราบโคลนทิ้งไว้เบื้องหลังแล้วขึ้นสู่ยอดเนินได้ไม่ยาก เพียงต้องใช้กำลังอย่างเหมาะสมต่อเนื่องถูกจังหวะ พร้อมดูเส้นทางและฟังคำแนะนำจากคนบอกไลน์ที่ยืนอยู่ภายนอกเท่านั้นเอง

สรุป

Toyota Fortuner Legender 2020 ใหม่ คือรถอเนกประสงค์ที่มาเพื่อสานต่อความสำเร็จจากโมเดลก่อนหน้า พร้อมปรับปรุงลบจุดด้อยในหลายประเด็นให้กลายเป็นความน่าสนใจ ทั้งด้วยรูปลักษณ์ กำลังเครื่องยนต์ การขับขี่ ความปลอดภัย และสิ่งต่างๆ ที่ผสมผสานมาอย่างลงตัว นั่นทำให้รถคันนี้เป็นตัวเลือกที่มิควรมองข้ามคันหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม บางสิ่งบางอย่างยังขาดหายไป อาทิ เบรกมือไฟฟ้าที่ลูกค้าผู้ใช้งานในเมืองชื่นชอบ หรือจะเป็นระบบแจ้งเตือนรถในมุมอับด้านข้าง-ด้านหลัง เหล่านี้ที่กล่าวมาหากโตโยต้าใส่บนรถรุ่นต่อไป ยอดขายของฟอร์จูนเนอร์รุ่นนี้คงทะยานสูงขึ้นกว่าเดิมมากแน่นอน

รถคันขับทดสอบคือ Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD 2020 รุ่นท็อป ราคา 1,839,000 บาท มีให้เลือก 3 สี คือ สีขาว White Pearl (หลังคาดำ), สีแดง Emotional Red (หลังคาดำ) และสีดำ Attitude Black Mica (สีขาวหลังคาดำและแดงหลังคาดำเพิ่ม 20,000 บาท)

ราคาจำหน่าย Toyota Fortuner Legender 2020 ใหม่
– รุ่น 2.4 Legender ราคา 1,564,000 บาท
– รุ่น 2.4 Legender 4WD ราคา 1,634,000 บาท
– รุ่น 2.8 Legender ราคา 1,769,000 บาท
– รุ่น 2.8 Legender 4WD ราคา 1,839,000 บาท