รีวิว Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่ ขับสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

6866
0

Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่ เอสยูวีไซส์คนเมืองหัวใจขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% สร้างความประหลาดใจในประเด็นการขับขี่เป็นอย่างมาก โดยรีวิวบทนี้ได้ทดสอบรถรุ่น e-POWER VL ระดับสูงสุด ราคา 1,049,000 บาท

Nissan Kicks e-POWER 2020 ใหม่ มาเพื่อตอบสนองคนไทยที่อยากเป็นเจ้าของเอสยูวีสักคันอันตอบโจทย์ทุกข้อของการใช้ชีวิต ด้วยการเปิดตัวทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ S, E, V และ VL สนนราคาเริ่มต้นระหว่าง 889,000-1,049,000 บาท โดยทุกระดับติดตั้งขุมพลัง e-POWER ขับเคลื่อนแบบรถไฟฟ้า 100% และอุปกรณ์ความปลอดภัยมากมาย

ทุกสิ่งที่กล่าวมาทำให้ผู้บริโภคต่างรอคอยการทดสอบขับขี่จริง ว่าเอสยูวีคันใหม่จากนิสสันจะมีดีตามสเปกในกระดาษหรือเปล่า โดยครั้งนี้เราได้รับโอกาสในการเค้นสมรรถนะทุกหยดจาก Kicks e-POWER เพื่อนำมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อรถ

ภายนอก

รถคันทดสอบของเราเป็นรุ่นสูงสุด VL ซึ่งมีกระจังหน้าทรง V-Motion เสริมลุคให้ไปในทิศทางเดียวกับรถนิสสันคันอื่น ในส่วนไฟหน้า ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน ไฟตัดหมอก และไฟท้าย Signature Light เป็นแบบ LED ตามสมัยนิยม พร้อมพ่วงระบบ Follow-me-home และระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ

นอกจากนี้ แนวเสา A-Pillar กับ D-Pillar พ่นสีดำมาเพื่อทำให้หลังคารถมีลักษณะคล้ายกับลอยตัวอยู่ ถัดมามีชายขอบประตูพลาสติกสีดำแซมแถบตกแต่งสีเงิน กับกันชนท้ายที่มีแถบสีดำคาดผ่านกลาง ส่วนฝากระโปรงท้ายยังต้องเปิดปิดด้วยแรงมือ

ข่าวดีคือ Kicks ทุกรุ่นย่อยติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลายเดียวกับ Nissan Leaf จากนั้นรัดด้วยยาง 205/55 R17 ซึ่งได้ความหล่อและราคายางที่ไม่ทำให้กระเป๋าเบาจนเกินไป

การเข้าสู่ตัวรถทำด้วยกุญแจรีโมท Intelligent Key ทรงคุ้นเคย ซึ่งสั่งล็อคกับคลายผ่านรีโมทหรือจะกดปุ่มที่มือจับประตูเพื่อเข้าสู่ตัวรถ โดยจุดนี้ต่างจากคู่แข่งที่แค่เอื้อมมือจับประตูรถก็ปลดล็อคให้

เมื่อดูมิติโดยรวมของ Kicks ใหม่ ขนาดของรถคันนี้เล็กกว่าคู่แข่งในกลุ่มซับคอมแพ็คเอสยูวี โดยมีความยาว 4,290 มม. กว้าง 1,760 มม. สูง 1,615 มม. และระยะฐานล้อยาว 2,615 มม. ส่วนระยะต่ำสุดจากพื้นถึงใต้ท้องรถอยู่ที่ 175 มิลลิเมตร พร้อมกับถังน้ำมันความจุ 41 ลิตร มีน้ำหนักตัวรถเปล่า 1,350 กก. (รุ่น VL) ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกประหลาดใจเมื่อถึงช่วงทดลองขับขี่

ภายใน

ก่อนเริ่มสตาร์ทรถแล้วกดคันเร่งเราขอพาไปชมภายในเสียก่อน หากให้เล่นเกมจับผิดภาพแยกแยะระหว่าง Almera กับ Kicks คงต้องเพ่งสมาธิกันหน่อย เพราะการออกแบบภายในแทบจะยกมาจากอีโคคาร์ร่วมค่าย จุดต่างกันมีตัวเลือกสีทูโทนส้มสลับดำ หรือจะเลือกดำล้วนก็ได้เฉพาะรุ่น VL และมีการหุ้มหนังบนแผงคอนโซลหน้ากับพนักวางแขนข้างประตู

ว่าด้วยเรื่องตำแหน่งขับขี่สามารถปรับเบาะนั่งฝั่งคนขับได้ด้วยมือ 6 ทิศทาง พวงมาลัยปรับได้ 4 ทิศทาง ช่วยให้หาท่านั่งขับที่เหมาะสมได้สะดวก ทางด้านฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง ตามมาตรฐานรถยนต์ปกติ ทั้งนี้ ตัวเบาะนั่งคนขับออกแนวนุ่มสบาย ตัวปีกเบาะไม่ได้โอบกระชับสรีระผู้ขับขี่แบบเบาะรถสปอร์ต และแน่นอนว่าพวงมาลัยทรง D-Shape ใช้ร่วมกันกับสมาชิกในบริษัทอีกแล้ว

การเข้าไปนั่งเบาะหลังทำได้สะดวกสบาย เนื่องด้วยความสูงของรถช่วยให้การหย่อนก้นลงนั่งแบบไม่ต้องย่อตัวลง เมื่อนั่งแล้วจะรู้สึกว่าฐานรองเบาะมีความสั้นพอสมควร ซึ่งพื้นที่วางขาตอนหลังมีมากพอให้คนตัวสูงนั่งแล้วขาไม่เบียดเบาะ เช่นเดียวกับพื้นที่เหนือศีรษะโล่งใช้ได้ แต่แอบเสียดายที่ขาดพนักวางแขนบริเวณเบาะหลัง

หัวเกียร์อัตโนมัติเป็นแบบไฟฟ้าคล้ายกับที่อยู่บน Toyota Prius โดยมีตำแหน่ง P,R,N,D และ B โดยการเข้าเกียร์ว่างทำได้ด้วยขั้นตอนดังนี้

– กดปุ่มสตาร์ท
– เหยียบเบรกค้าง
– กดปุ่ม P
– เลื่อนเกียร์ไปที่ N ค้างไว้ 2 วินาที
– ปล่อยเกียร์กลับตำแหน่งปกติ
– เลื่อนเกียร์ไปที่ N ค้างไว้ 2 วินาที
– ปล่อยเท้าออกจากเบรก

กรณีอยู่ในตำแหน่งเกียร์ D หรือ R ก่อนจะดับเครื่องให้ทำดังนี้

– เหยียบเบรกค้าง
– กดปุ่ม P
– เลื่อนเกียร์ไปที่ N ค้างไว้ 2 วินาที
– ปล่อยเกียร์กลับตำแหน่งปกติ
– เลื่อนเกียร์ไปที่ N ค้างไว้ 2 วินาที
– ปล่อยเท้าออกจากเบรก

หน้าจอสัมผัสตรงกลางขนาด 8 นิ้ว จับคู่ระบบอินโฟเทนเมนท์ Nissan Connect รองรับ Apple CarPlay / Android Auto พร้อมเชื่อมต่อ USB/Bluetooth/AUX และใส่ลำโพงมา 6 ตัว เบื้องหน้าผู้ขับขี่ให้หน้าจอแสดงข้อมูลสำคัญ TFT ขนาด 7 นิ้ว โชว์ได้ครบถ้วนทั้งระบบการทำงานของขุมพลัง ระบบความปลอดภัย ระยะทางเฉลี่ย และอื่นๆ

จุดเด่นอีกอย่างของรถคันนี้คือมีการติดตั้งกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อน พร้อมกล้องส่องภาพด้านหลังที่เปิด-ปิดด้วยการดึงคันโยกใต้กระจก ขณะที่จอตรงกลางมีไว้แสดงผลจากกล้องมองภาพรอบคัน แต่คุณภาพความชัดของภาพอาจไม่ค่อยเฉียบคมเท่าไรนัก

อุปกรณ์พื้นฐานเพื่อปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มีถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง เบรก ABS/EBD/BA ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน HSA รวมถึงเบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชัน Auto Brake Hold เป็นมาตรฐานติดรถ

ระบบความปลอดภัย Nissan Intelligent Mobility จัดเต็มฟีเจอร์มากมายบน Kicks VL อาทิ ระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้า (Intelligent Forward Collision Warning), ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (Intelligent Cruise Control), ระบบเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning), ระบบเตือนรถในทางสวนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert), ระบบเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert)

ยิ่งไปกว่านั้น นิสสันยังใส่เทคโนโลยีช่วยเหลือขณะขับขี่ 2 แบบ ได้แก่ ระบบช่วยลดอาการโยนตัวบนทางขรุขระ Intelligent Ride Control กับระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง Intelligent Trace Control ซึ่งระบบหลังสุดนี้มีผลมากในหัวข้อการขับขี่ช่วงถัดไป

เครื่องยนต์

ทุกรุ่นย่อยของ Kicks e-POWER ได้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า รหัส EM57 กำลังสูงสุด 129 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 – 8,992 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร ที่ 500 – 3,008 รอบ/นาที ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า ด้วยระบบ Single Speed Gear Reduction

โดยมีโรงไฟฟ้าขนาดย่อมส่วนตัวเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ รหัส HR12DE ความจุ 1.2 ลิตร กำลังสูงสุด 79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร ที่ 3,600-5,200 รอบต่อนาที สามารถเติมน้ำมันเชื้อเพลิงได้สูงสุดถึง E20 และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กรัมต่อกิโลเมตร

สำหรับเครื่องบล็อกนี้มีการติดตั้งวาล์วแปรผัน CVTC กับระบบหัวฉีดคู่ที่ปรับให้ฝอยน้ำมันกระจายละเอียดเป็นวงกว้างวนในกระบอกสูบ จากนั้นปรับอัตราส่วนกำลังอัดเป็น 12 : 1 จากเดิม 10.2 : 1 เพื่อให้เหมาะสมกับหัวใจที่เกิดมาสำหรับปั่นกระแสไฟฟ้า

ไม่ว่าจะเร่งเบาหรือหนักขนาดไหน กระแสไฟฟ้าที่ปั่นจากเครื่องยนต์ต้องแล่นผ่านแบตเตอรีก่อนเสมอ มิได้มีการข้ามจากเครื่องยนต์สู่มอเตอร์โดยตรงแน่นอน ข้อนี้วิศวกรได้ยืนยันกับเราอย่างชัดเจน

จากนั้นจึงส่งกระแสไฟที่ผลิตขึ้นส่งไปเก็บยังแบตเตอรีลิเธียมไอออน ขนาด 1.57 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีเซลล์แบตแยกเป็น 4 โมดูล และติดตั้งไว้บริเวณใต้เบาะนั่งคู่หน้าเพื่อกระจายน้ำหนักให้เหมาะสม

โหมดขับขี่มี 3 โหมด ได้แก่ Normal, Eco และ Smart (S) โดยโหมด Normal จะขับขี่เหมือนกับรถยนต์ปกติทุกประการ ส่วนโหมด Eco ทำงานพร้อมระบบ One-pedal ที่ปรับให้คันเร่งคุมได้นุ่มนวล พร้อมด้วยการใช้พลังงานที่เน้นความประหยัดมากขึ้น ส่วนโหมด S ปรับระบบการจ่ายพลังให้ฉลาดขึ้น มีการคำนวนการปล่อยกำลังว่าตอนไหนจะประหยัดหรือใช้พลังเต็มที่เมื่อใด และเช่นเดียวกันในโหมดนี้ระบบ One-pedal ทำงาน

One-Pedal เป็นตัวช่วยเหลือผู้ขับขี่ให้มีความผ่อนคลายยามขับขี่ในเมือง โดยเมื่อยกเท้าถอนคันเร่งตัวรถจะหน่วงลงพร้อมไฟเบรกท้ายติดโชว์ กรณีถอนจนหมดตัวรถจะชะลอได้ถึงจุดหยุดนิ่ง ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องสลับเท้าเพื่อเร่งหรือเบรกแต่อย่างใด และช่วงแรกเราแนะนำว่าต้องปรับตัวเล็กน้อยเพื่อใช้ระบบได้นุ่มนวล

การขับขี่

การทดสอบ Kicks e-POWER จัดขึ้นบนสนามปทุมธานีสปีดเวย์ มีการแบ่งสถานีทดสอบออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งเราขอไม่อธิบายว่าแต่ละสถานีย่อยนั้นมีอะไรบ้าง โดยโฟกัสไปที่อาการตัวรถเป็นหลักเพราะนั่นคือคำตอบที่ทุกคนอยากรู้

ทันทีที่ได้ไฟเขียวจากทีมงานนิสสันเราก็กดคันเร่งจนจมมิด ตัวรถทะยานพุ่งไปข้างหน้าดึงให้หลังติดเบาะพอสมควร ได้ผลตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ราว 9.3x วินาที ส่งให้ Kicks ขยับขึ้นแท่นครอสโอเวอร์ราคา 1 ล้านต้นคันแรงสุดไปโดยปริยาย

ทุกขณะระหว่างขับขี่เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อปั่นไฟสู่แบตเตอรีเกือบตลอดเวลา เนื่องจากการทดสอบนี้กดคันเร่งเต็มที่สลับการเบรกหนักแบบไม่พักหายใจ จากที่เราขับเค้นอยู่หลายรอบสนามก็เริ่มคุ้นชินกับเสียงเครื่องดังในรอบสูง บางคนอาจไม่ค่อยชินนักเพราะมันขัดกับที่นิสสันบอกว่า Kicks e-POWER ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ก็แน่ล่ะขับด้วยมอเตอร์แต่ไฟฟ้าก็มาจากเครื่องปั่นอยู่ดี

แต่คำโฆษณาของนิสสันในย่อหน้าก่อนมีความจริงอีกเหมือนกัน เพราะเจ้านี่ตอบสนองได้เหมือนกับรถยนต์ไฟฟ้าจริงๆ ทันทีที่กดคันเร่งลงไปมอเตอร์จะส่งพลังสู่ล้อหน้าแบบไร้การหน่วงรอ นั่นทำให้จังหวะไหลออกจากโค้งแล้วเติมคันเร่ง ส่งตัวรถให้พุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็ว เข้าตำรานักแข่งว่าเบรกให้หนักแล้วออกให้ไวจะดีที่สุด

พวงมาลัยไฟฟ้าได้รับการปรับตั้งมาแบบลงตัว การหมุนในความเร็วต่ำทำได้เบาติดมือ พอตัวรถค่อยๆ เพิ่มความเร็วก็เริ่มหนืดหน่วงอย่างเหมาะสม ทันทีที่เจอทางโค้งแล้วต้องหักเปลี่ยนทิศมันกลับมีความคมและต้านมือเป็นธรรมชาติ อีกทั้งการหมุนคืนตัวของพวงมาลัยเมื่อเจอโค้งลักษณะตัว U ก็ไม่ทำให้เราต้องสาวกันมือระวิงเพื่อพารถเข้าโค้งต่อไป

อย่าให้รูปทรงรถน่ารักเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยหลอกคุณ เพราะช่วงล่างของรถคันนี้มีความดีงามอยู่หลายสิ่ง ตอนค่อยๆ ขับคลานในความเร็วต่ำสามารถเก็บแรงสั่นสะเทือนได้ค่อนข้างดี พอผ่านถนนคอนกรีตที่มีรอยต่อก็มีความแข็งขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งไม่นุ่มเท่าคู่แข่งค่าย H และไม่แข็งเท่ารถจากบริษัท T กับ M

ทว่าพอเริ่มได้อัดเพิ่มความเร็วแล้วเปลี่ยนทิศทางราวกับสวมวิญญาณนักแข่งรถ ช่วงล่างชุดนี้กลับสามารถเก็บอาการโยนตัวได้น่าประทับใจ ไม่ได้ปรากฎอาการโยนยวบให้เราต้องคอยแก้อาการให้รถกลับมามีเสถียรภาพ ส่งผลถึงการหักหลบสิ่งกีดขวางแบบฉุกเฉินทำได้มั่นใจและคุมได้อยู่หมัด เมื่อผสานรวมกับขุมพลังและพวงมาลัยทำให้เราสนุกทุกครั้งเมื่อต้องขับรถคันนี้ในสนาม

ด้วยความซนอยากลองแกล้งรถดูว่าจะเกินขีดจำกัดได้ขนาดไหน ด้วยการขับเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงโดยแตะเบรกเพียงนิดหน่อยแล้วหักพวงมาลัยเปลี่ยนทิศทาง ตัวรถจะหน้าดื้อโค้งเล็กน้อยจากนั้นระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง ITC จะมาดึงรถให้กลับเข้าสู่ทิศทางที่เรากำลังมุ่งไปอย่างเป็นธรรมชาติ จุดนี้เองที่สร้างความสนุกแถมมั่นใจระหว่างการขับเจ้า Kicks ได้ชัดเจน

ระบบเบรกให้แบบดิสก์หน้า-หลัง สามารถเกลี่ยน้ำหนักเพิ่มแรงเบรกได้ง่ายแถมมีความนุ่มในระดับเหมาะสม ยิ่งตอนที่ขับมาด้วยความเร็วสูงแล้วกระทืบเบรกลดความเร็วเพื่อเตรียมเข้าโค้ง ชุดเบรกจัดการหน่วงความเร็วได้เท่ากันทุกครั้ง มิได้ปรากฏอาการเหมือนอย่างที่รถไฮบริดให้ฟีลแปลกๆ แต่อย่างใด

ปิดท้ายกันด้วยระบบ One-pedal โดยเฉพาะในโหมด S ที่ตอนขับขี่จริงพบว่ามันมีส่วนช่วยให้การขับสไตล์สปอร์ตสนุกกว่าเดิม เพราะจังหวะยกคันเร่งตัวรถจะหน่วงลงทันทีแล้วพอแตะเบรกรถก็พร้อมเข้าสู่โค้งต่อไป ในขณะอยู่ในโค้งมันยังช่วยในการควบคุมรถให้พุ่งไปตามทิศทางที่เราคิดไว้ และเติมคันเร่งออกได้ฉับไวกว่ารถที่ไม่มีระบบดังกล่าว

สรุป

ตลาดซับคอมแพ็คเอสยูวีมีผู้เล่นอย่าง Honda HR-V, Toyota CH-R และ Mazda CX-30 เดินอยู่ก่อนแล้ว แต่พอน้องใหม่ Kicks e-POWER เข้าสู่ตลาด ผู้บริโภคจึงตั้งคำถามว่าเจ้านี่มีดีพอจะให้จ่ายเงินเพื่อซื้อขนาดไหน?

ด้วยรูปลักษณ์จับกลุ่มคนทุกเพศวัยหรือ Unisex ครั้นจะขับชิวๆ ใช้งานในเมืองก็ทำได้คล่องตัวแถมสบายด้วยฟีเจอร์ One-pedal พร้อมด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยสุดไฮเทคใส่แน่นท่วมคัน หรือคุณผู้ชายอาจแอบยืมรถคุณภรรยาไปซิ่งในทางภูเขาช่วงวันหยุด คุณจะรู้สึกว่ารถคันนี้มอบความสนุกสนานได้ไม่แพ้รถที่มีเครื่องใหญ่โต หรือใส่ช่วงล่างสปอร์ตเต็มสเปก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรายังบอกไม่ได้ในตอนนี้อย่างอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง จากที่แอบดูตอนหวดบนสนามมีตัวเลขโชว์ต่ำกว่าหลัก 10 กม./ลิตร ซึ่งแอบลุ้นว่าตัวเลข 20 กม./ลิตร ที่นิสสันได้เคลมเอาไว้จะเกิดขึ้นจริงบนท้องถนนได้หรือเปล่า? ข้อนี้เราขอเวลาไปพิสูจน์อีกที